‘ทีม ศก.เพื่อไทย’ ชี้มี 2 สูตร แจกเงินหมื่น พร้อมเดินหน้าดิจิทัลวอลเล็ต

0
196

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 66 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะกรรมการนโยบาย และกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรค กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท หลังมีเสียงทักท้วงที่พรรคเพื่อไทย ประมาณการจะจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม 100,000 ล้านบาท หลังทำนโยบายดังกล่าว มีหลักประกันอะไรจะเก็บภาษีได้ถึงหนึ่งแสนล้านบาทว่า พรรค พท.ตั้งเงื่อนไขไว้อย่างหนึ่งว่าคนที่จะขึ้นเงินได้ ต้องเป็นร้านค้าในระบบภาษี นั่นหมายถึงว่า หากคนนำเงินจากโครงการดังกล่าว ไปซื้อของ เช่น ซื้อเนื้อหมูเนื้อไก่ในตลาด ซื้อก๋วยเตี๋ยวในตลาด ทางร้านก๋วยเตี๋ยว ก็ได้เงินส่วนนี้ไป ได้เงินไปเสร็จ ถามว่าเขาขึ้นเงินได้ไหม ก็ต้องถามต่อว่า ร้านดังกล่าวอยู่ในระบบภาษีหรือไม่ ถ้าอยู่ก็ขึ้นเงินได้ ถ้าไม่อยู่ก็ขึ้นเงินยังไม่ได้ เขาก็ต้องไปใช้ต่อ ใช้ไปใช้มา ไปเข้าห้างร้านต่างๆ ที่อยู่ในระบบภาษี แบบนี้ก็ค่อยนำมาขึ้นเงินได้

“เหตุที่เราต้องระบุเงื่อนไขนี้ไว้ว่าคนที่จะขึ้นเงินได้ ไม่ใช่ นาย ก. – นาย ข. ใครก็จะมาขึ้นเงินกันได้ทุกคน ก็เพราะ เราไม่อยากให้นาย ก. นาย ข. รับเงินไปหนึ่งหมื่นบาท แล้วก็นำมาแลกเป็นเงินบาทเลย แบบนี้มันก็ไม่เกิดเงินหมุน ไม่เกิดการใช้จ่าย และที่เราบอกว่าต้องเป็นร้านค้าในระบบภาษี ก็เพราะอย่างน้อย เราอยากให้เก็บภาษีได้หนึ่งต่อ เพราะอย่างไรเสีย คนก็ต้องนำเงินไปซื้อของในห้างร้านที่อยู่ในระบบภาษี ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นห้างร้านใหญ่ เป็นร้านธรรมดาก็ได้ แต่อยู่ในระบบภาษี มีการจดทะเบียนนิติบุคคลต่างๆ”

ถามว่าการดำเนินโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าช่วงท้าย ๆของโครงการ หลายร้านค้า ที่เคยรับโครงการคนละครึ่ง ก็ปฏิเสธเข้าร่วมโครงการ เหตุเพราะโดนเก็บภาษีจากที่ไม่เคยเสียภาษีเลย จะมีผลต่อนโยบายนี้หรือไม่ นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ตรงไปตรงมา คิดว่าคนไทยทุกคน ถ้ามีรายได้ก็เป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องเสียภาษี คือโครงการนี้เมื่อทำแล้ว เงินจำนวนมหาศาล จะลงไป ที่หมายถึงว่าหากร้านค้า อยู่ในระบบภาษี ทุกคนจะวิ่งมาหาคุณ ตรงนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่ทำให้คนเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น เราจะสร้างฐานภาษีที่ใหญ่ขึ้น

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะกรรมการนโยบาย และกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรค กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท หลังมีเสียงทักท้วงที่พรรคเพื่อไทย ประมาณการจะจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม 100,000 ล้านบาท หลังทำนโยบายดังกล่าว มีหลักประกันอะไรจะเก็บภาษีได้ถึงหนึ่งแสนล้านบาทว่า พรรค พท.ตั้งเงื่อนไขไว้อย่างหนึ่งว่าคนที่จะขึ้นเงินได้ ต้องเป็นร้านค้าในระบบภาษี นั่นหมายถึงว่า หากคนนำเงินจากโครงการดังกล่าว ไปซื้อของ เช่น ซื้อเนื้อหมูเนื้อไก่ในตลาด ซื้อก๋วยเตี๋ยวในตลาด ทางร้านก๋วยเตี๋ยว ก็ได้เงินส่วนนี้ไป ได้เงินไปเสร็จ ถามว่าเขาขึ้นเงินได้ไหม ก็ต้องถามต่อว่า ร้านดังกล่าวอยู่ในระบบภาษีหรือไม่ ถ้าอยู่ก็ขึ้นเงินได้ ถ้าไม่อยู่ก็ขึ้นเงินยังไม่ได้ เขาก็ต้องไปใช้ต่อ ใช้ไปใช้มา ไปเข้าห้างร้านต่างๆ ที่อยู่ในระบบภาษี แบบนี้ก็ค่อยนำมาขึ้นเงินได้

“เหตุที่เราต้องระบุเงื่อนไขนี้ไว้ว่าคนที่จะขึ้นเงินได้ ไม่ใช่ นาย ก. – นาย ข. ใครก็จะมาขึ้นเงินกันได้ทุกคน ก็เพราะ เราไม่อยากให้นาย ก. นาย ข. รับเงินไปหนึ่งหมื่นบาท แล้วก็นำมาแลกเป็นเงินบาทเลย แบบนี้มันก็ไม่เกิดเงินหมุน ไม่เกิดการใช้จ่าย และที่เราบอกว่าต้องเป็นร้านค้าในระบบภาษี ก็เพราะอย่างน้อย เราอยากให้เก็บภาษีได้หนึ่งต่อ เพราะอย่างไรเสีย คนก็ต้องนำเงินไปซื้อของในห้างร้านที่อยู่ในระบบภาษี ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นห้างร้านใหญ่ เป็นร้านธรรมดาก็ได้ แต่อยู่ในระบบภาษี มีการจดทะเบียนนิติบุคคลต่างๆ”

ถามว่าการดำเนินโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าช่วงท้าย ๆของโครงการ หลายร้านค้า ที่เคยรับโครงการคนละครึ่ง ก็ปฏิเสธเข้าร่วมโครงการ เหตุเพราะโดนเก็บภาษีจากที่ไม่เคยเสียภาษีเลย จะมีผลต่อนโยบายนี้หรือไม่ นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ตรงไปตรงมา คิดว่าคนไทยทุกคน ถ้ามีรายได้ก็เป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องเสียภาษี คือโครงการนี้เมื่อทำแล้ว เงินจำนวนมหาศาล จะลงไป ที่หมายถึงว่าหากร้านค้า อยู่ในระบบภาษี ทุกคนจะวิ่งมาหาคุณ ตรงนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่ทำให้คนเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น เราจะสร้างฐานภาษีที่ใหญ่ขึ้น

Thepoint #Newsthepoint #เลือกตั้ง2566 #ทีมศกเพื่อไทย #พรรคเพื่อไทย #เงินดิจิทัล #เผ่าภูมิ