ท้ายอมรับว่าตัวเองโกหก! ‘โรม’ จี้ ‘เศรษฐา’ รับผิดชอบ หลังบิดประเด็น ‘ตั๋วสร.1’ สงสัย เป็นคนยังไง-มีสปิริตทางการเมืองหรือไม่

0
126

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2566 ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคก้าวไกล นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวภายหลังการแถลง ก้าวไกล Policy Watch ‘หยุดระบบตั๋วและปฏิรูปตำรวจไทย’ ถึงกรณีที่จะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยกระดุม 5 เม็ด สำหรับการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ไปนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตำรวจ หรือไม่ ว่า ใน กมธ.ตำรวจก็มีคนของก้าวไกลอยู่ แนวทางนี้เป็นแนวทางที่เรียกได้ว่า ถ้าร้องเพลงก็เป็นคีย์เดียวกัน เพื่อที่จะทำเสนอข้อเรียกร้องต่างๆ ไปในทุกๆ กมธ. อยู่แล้ว ในส่วนของ กมธ.ตำรวจ ตนเข้าใจว่าก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน แม้ในวันนี้ตนอาจจะไม่ได้แถลงในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศแต่ตนกำลังพูดถึงหมวกอีกใบที่กำลังใส่อยู่คือ ประธาน กมธ.ความมั่นคง ซึ่งยึดแนวทางนี้เช่นเดียวกัน เชื่อว่าแนวทางนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจจริงๆ

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเองก็เคยพูดเรื่องนี้กับผู้บัญชาการตำรวจ (ผบ.ตร.) แต่เข้าใจว่าบางข้อก็ได้รับการตอบสนอง อย่างเรื่องการยกเลิกมาตรการทรงผมตำรวจที่เราได้เรียกร้องไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น การใส่แว่นตาดำ

“คุณผู้บังคับบัญชาคุณก็ดูว่างมากนะ คุณจะไปสนใจทำไม กับการที่ผู้ใต้บังคับบัญชาใส่แว่นตาดำ หรือบางครั้ง ผมก็เห็นในกรุ๊ปไลน์ต่างๆ ของตำรวจชั้นผู้น้อย ที่ไปจับกุมคนร้าย แต่สิ่งแรกที่ผู้บังคับบัญชาคอมเม้นต์ ไม่ใช่ความชื่นชมยินดี แต่เป็นการบอกว่าช่วยแต่งตัวให้มันเหมือนกันหน่อย บางทีท่านผบ.ตร. ควรตักเตือน และให้แนวทางกับลูกน้องว่า ควรโฟกัสเรื่องการทำงาน อะไรที่มันหยุมหยิม ถ้ามันไม่หนักหนาจนเกินไป อย่าไปสนใจ โฟกัสกับการทำงานเพื่อประชาชนดีที่สุด” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณี ‘ตั๋วเพื่อไทย’ มีรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ถ้าฟังจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ทั้งหมด ที่ตอนนี้ใช้วิธีการเงียบ ขณะนี้ข้อมูลที่ตนได้รับจากนาตาชาทั้งหลายค่อนข้างยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ตั๋วการเมือง’ มีแน่ เดี๋ยวเราคงจะได้เห็นกันว่า มีมากน้อยแค่ไหน หลังจากโผออกมา ตนไม่ได้เป็นคนเห็นโผ จึงยังตอบไม่ได้ว่า สุดท้ายจะจบแบบไหน แต่ถ้าโผออกมา เราคงจะเห็นความชัดเจน

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า แต่ถ้าตอบคำถามว่า ‘ตั๋วเพื่อไทย’ จะเป็นไซต์ไหน ตนขอจัดตั๋วเอาไว้ 5 ประเภท คือ ตั๋วช้าง, ตั๋วสร.1 หรือตั๋วนายกฯ, ตั๋วผบ.ตร., ตั๋วนาย และตั๋วอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถจัดประเภทชัดเจนได้ ประเด็นคือ ตั๋วสร.1 มากแค่ไหน ก็เกือบจะที่สุด เนื่องจากโดยมากแล้ว เป็นสิ่งที่ถ้าขอก็มักจะได้ ขึ้น อยู่กับว่า สร.1 จะเอาแค่ไหน บางครั้งอาจจะจดว่าคนนี้ต้องได้ บางครั้งก็อาจจะจดว่าคนนี้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าตั๋วเพื่อไทยในรอบนี้นายกฯ ทำแบบไหน คงต้องติดตามกัน ในวันที่ 7 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะมีการเชิญนายกฯ เข้ามาชี้แจงต่อ กมธ.ความมั่นคงฯ

เมื่อถามถึงลักษณะการตรวจสอบ ระหว่าง ‘ตั๋วสร.1’ และ ‘ตั๋วเพื่อไทย’ จะมีการเฉพาะเจาะจงไปในพื้นที่ของ สส. พรรคเพื่อไทยหรอหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า รอดูโผก่อนดีกว่า ตนรอฟังจากแหล่งข่าวภายใน ยังไม่อยากสรุป แล้วจึงค่อยนำมาเทียบกัน ถ้ามีคำชี้แนะจากนาตาชาทั้งหลายที่อยู่ตามองค์กรตำรวจมาเป็นแนวทางว่า ควรจะดูที่ตรงไหน ก็จะช่วยให้เราตรวจสอบ และทำงานได้เร็วขึ้น

เมื่อถามว่า การแสดงท่าทีต่อความรับผิดชอบของนายกฯ ควรมีมาตรฐาน และทำอย่างไรบ้าง เนื่องจากการชี้แจงที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจน และทำให้บางฝ่ายเรียกร้องให้มีการลาออก นายรังสิมันต์ มองว่า คำพูดของนายกฯ ชัดเจนว่า หมายถึงเรื่องตั๋ว และตนเองก็เกี่ยวข้องกับการฝากตั๋ว โดยที่มาก็อาจจะมาจาก สส.ของพรรคตัวเอง แบ่งได้สองทางคือ 1.คำพูดของนายกฯ น่าเชื่อถือ เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งตนก็มองไปในทิศทางนี้ว่า นายกฯ คงจะรู้ว่า ใครสมหวัง หรือไม่สมหวัง จึงสามารถพูดได้ และหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

2.ถ้านายกฯ ประกาศต่อสังคมว่าโกหก ตนเองไม่น่าเชื่อถือ ต้องการแค่อวดรู้ ต้องการพูดส่งเดชไปอย่างนั้น เราก็อาจเอาผิดนายกฯ ไม่ได้

“ถ้านายกฯ บอกว่า ผมเป็นคนน่าเชื่อถือ ผมพูดอะไรมา ผมต้องมีข้อเท็จจริงก่อน ผมมีสติสัมปชัญญะในการพูด เราไม่ได้มีคนวิกลจริตเป็นนายกฯ ถ้าเป็นในลักษณะแบบนั้น นายกฯ ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะคำพูดของนายกฯ คือหลักฐานที่มัดตัวนายกฯ เอง ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องดำเนินการตามกฏหมาย” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า คำถามคือ ‘คุณใช้มาตรฐานไหนกับความผิดที่ชัดเจนแบบนี้’ ถ้าเป็นปกติของประเทศที่มีอารยะ ถ้าเจออะไรที่เป็นความผิดมาก นายกฯ ก็จะมีความรับผิดชอบทางการเมืองหน่อย บางประเทศก็อาจจะลาออก ผิดกฏหมายหรือเปล่าไม่รู้ แต่กรณีนี้หนักที่เป็นกรณีของระบบอุปถัมภ์ เป็นกรณีที่ขัดแย้งต่อสิ่งที่นายกฯ ได้หาเสียงเอาไว้ตอนหาเสียง แล้วผิดกฎหมายด้วย

“คำถามคือ นายกฯ ยังมีสปิริต และแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ที่จะลาออกไหม เป็นเรื่องของนายกฯ ที่ต้องตัดสินใจ และเป็นสิ่งที่เราจะต้องใช้เป็นตัววัดคุณภาพของนายกฯ คนนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า นายกฯ จะเดินต่อไปก็ได้ ในแง่กระบวนการทางกฎหมาย รอฝ่ายค้านหารือหลัง กมธ.ความมั่นคงฯ เรียกนายกฯ เข้ามาก่อน แล้วจึงตัดสินใจว่าจะเดินไปอย่างไร แน่นอนว่าช่องทางการตรวจสอบตรงนี้ ไม่ได้มีเฉพาะในส่วนของฝ่ายค้าน ตนเข้าใจว่า ก็มีบางคนไปร้องต่อองค์กรอิสระต่างๆ แล้ว แต่ก็ต้องไปดูว่ากระบวนการตรวจสอบจะใช้กับนายกฯ คนนี้ได้หรือไม่

เมื่อถามถึงคำคาดหวังส่วนตัว ต่อการแสดงความรับผิดชอบของนายกฯ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังใช้วิธีการเงียบอยู่เลย ตนไม่เห็นถึงความรู้สึกผิดต่อการพูดเรื่องนี้เลย ถ้าพูดถึงผู้นำประเทศแล้วคุณรู้เห็นกับระบบอุปถัมภ์ ที่มันทำร้ายคนเยอะมากขณะนี้ แต่คุณปล่อยผ่านไป แล้วพูดอย่างหน้าชื่นตาบาน ถ้าตนมาดูตัวเองในวิดีโอแบบนี้ ตนคงรู้สึกผิด แต่ตนไม่รู้ว่านายกฯ ผู้นี้ เป็นอย่างไร

“เพราะในวันถัดมา ก็เป็นการไปชี้แจงข้างๆ คูๆ ไปพูดถึงเรื่องความบ้าง ไม่ใช่เรื่องคน ทั้งๆ ที่เป็นแค่ข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น สิ่งเดียวที่นายกฯ อาจจะพอพูดได้แล้วฟังขึ้น คือพูดออกมาเลยว่า “ผมเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ผมพูดโกหก ผมต้องการโชว์ เพื่อจะเอาใจ สส.เพื่อไทย” สังคมจะได้รู้ว่าคนๆ นี้ เป็นคนที่พูดอะไรแล้วสังคมไม่ควรจะให้คุณค่า จะเอาแบบนั้นหรือไม่”

นายรังสิมันต์ กล่าวถึงความรู้สึกตัวเองว่า สำหรับตน ตนค่อนข้างผิดหวัง ในฐานะที่ติดตามเรื่องนี้ เพราะทุกครั้งที่ตนสัมผัสกับตำรวจชั้นผู้น้อย ตนรู้ดีว่าพวกเขามีความรู้สึกเจ็บปวดอย่างไร เขาไม่ได้อยากทำ เขาอยู่ในระบบที่มันแย่ขนาดไหน ซึ่งเมื่อตนเข้ามาเป็นนักการเมือง ตนก็มีโอกาสที่จะสามารถพูดแทนพวกเขา

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า แล้วมันน่าผิดหวังกับรัฐบาลพลเรือนขนาดไหน แม้ตำรวจหลายท่านอาจจะไม่ได้มีโอกาส ไม่ได้เลือกนายเศรษฐามาเป็นนายกฯ แต่เขาก็มีความหวังเล็กๆ ว่า มันน่าจะดีกว่ารอบที่แล้ว สุดท้ายรอบนี้กลับโฉ่งฉ่างกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เรามี พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจฉบับใหม่ ที่พยายามแก้ปัญหาที่ผ่านมา แต่ก็เหมือนจะพิสูจน์ได้ว่านายกฯ ยังสามารถเข้ามาแทรกแซงได้

เมื่อถามถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ระบุว่า ฝ่ายค้านพยายามเชื่อมโยงเรื่องนี้กับการเมือง เพื่อหวังคะแนนนิยม นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรายังไม่เห็นสัญญาณการเลือกตั้งใหม่ในเร็วๆ นี้ สิ่งที่นายภูมิธรรมพูดคือการเบี่ยงประเด็น ข้อเท็จจริงคือ ตกลงแล้ว นายกฯ มีตั๋วสร.1 หรือไม่ ฝากโดย สส.เพื่อไทยใช่หรือไม่ เราไปสืบสวนสอบสวนกันจริงๆ แล้วพบว่า มีการฝากกันจริง สส.เพื่อไทยกี่คน ละลายทั้งพรรคหรือเปล่า ผิด ม.185 กันกี่คน นายกฯ ผิด ม.186 หรือไม่

“อย่าบอกว่ามาโยงเรื่องการเมือง หรือเรื่องอะไรทั้งสิ้น มันอยู่ที่ข้อเท็จจริง เราเป็นนักการเมือง เรามีหน้าที่ตรวจสอบ เมื่อนายกฯ พูดเรื่องนี้ คุณจะให้ฝ่ายค้านเงียบหรือ พอตรวจสอบไปแล้ว พูดไปแล้ว จะให้หยุดพูดหรือ ถ้าหยุดพูดแล้ว กระบวนการยุติธรรมจะเป็นธรรมใช่ไหม ที่เรื่องทั้งหมดมาถึงขนาดนี้ คนที่ชี้เบาะแส ออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ คือนายกฯ ที่ชื่อเศรษฐา ทวีสิน ขอบคุณคุณเศรษฐา ที่ช่วยยืนยันว่า วันนี้ระบบอุปถัมภ์ยังมีอยู่” นายรังสิมันต์ กล่าว

Thepoint #Newsthepoint

ตั๋วตำรวจ #รังสิมันต์โรม #เศรษฐา #ปฏิรูปตำรวจ