‘ปิยบุตร’ชี้สภาวะแปลกแยก!!ภายในพรรคก้าวไกล ปลุก’สปิริตวิญญาณ’แบบอนาคตใหม่ตอนเลือกตั้งปี62 ให้ได้

0
237

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุช่วงหนึ่งว่า สภาวะแปลกแยก “ภายใน”พรรคก้าวไกล พรรคการเมือง จะขับเคลื่อนได้ต้องประกอบไปด้วยคนหลากหลายฝ่าย สมัยพรรคอนาคตใหม่ เรามีอยู่ 4 องค์ประกอบหลักที่เสมือนเป็น “เสาค้ำยัน” พรรค องค์ประกอบแรก สมาชิกพรรค พรรคการเมือง คือ ที่รวมตัวกันของสมาชิกที่คิด เชื่อ ในอุดมการณ์แบบเดียวกัน มุ่งหมายเข้าสู่อำนาจรัฐเพื่อนำแนวนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง
.
หากไม่มีสมาชิกพรรค ย่อมไม่มีพรรค หากมีสมาชิกพรรค แต่พรรคไม่เคยให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรค การตัดสินใจถูกผูกขาดอยู่ที่คนไม่กี่คน สมาชิกพรรคย่อมกลายเป็นเพียงจำนวนนับ เป็นตัวเลขที่มีให้ครบๆตามที่กฎหมายกำหนด สมาชิกพรรคจึงเปรียบเสมือนฐานรากของพรรคการเมือง
.
องค์ประกอบที่สอง เครือข่ายคณะทำงานทุกจังหวัดทั่วประเทศ และเครือข่ายคณะทำงานเชิงประเด็น (เช่น แรงงาน ชาติพันธุ์ ที่ดิน เยาวชน SME ข้าราชการรุ่นใหม่ เป็นต้น)
.
พรรคการเมืองจะปฏิบัติงาน ขยายคน ขยายความคิด เพิ่มความนิยม ออกไปได้จำเป็นต้องมีเครือข่ายที่ช่วยกันรณรงค์อย่างแข็งขัน พร้อมนำเอาประเด็นในพื้นที่หรือปัญหาเฉพาะกลุ่มเข้าสู่การพิจารณาของพรรค นำคนที่เป็นตัวแทนของพื้นที่หรือประเด็นปัญหาเฉพาะต่างๆเข้าร่วมกับพรรค คัดเลือกคนเข้ามาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ สมาชิกพรรค ทีมงานแต่ละจังหวัด ไปจนถึงผู้สมัครรับเลือกตั้ง
.
หากไม่มีเครือข่ายที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งทั่วประเทศ สมัยก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เราคงไม่ได้สมาชิกพรรคครบทุกจังหวัดมาร่วมกันก่อตั้งพรรค เราคงไม่ได้ผู้สมัครรับเลือกตั้งลงครบทุกเขต เราคงไม่สามารถขยายงานขยายความคิดออกไปได้ทั่วประเทศภายในเวลาไม่กี่เดือน
.
องค์ประกอบที่สาม พนักงานพรรค งานสำคัญๆของพรรค ไม่ว่าจะเป็น การสื่อสาร (เช่น คลิปวิดีโอ คอนเท้นเนื้อหา อินโฟกราฟิค โซเชียลมีเดีย การประสานสื่อ ภาพถ่าย งานอีเว้น ฯลฯ) ฐานข้อมูล การสำรวจความเห็น การออกแบบนโยบาย การเตรียมเนื้อหาให้ ส.ส.อภิปราย หรือสัมภาษณ์ การประสานงานกับเครือข่ายทั่วประเทศ การจัดเตรียมเวทีหรือวงประชุมวงเสวนา การทำแคมเปญรณรงค์ การรณรงค์หาเสียง การจัดทำทะเบียนสมาชิก งานสมาชิกสัมพันธ์ งานสำนักงาน งานบัญชี ฝ่ายกฎหมาย การรักษาความปลอดภัย การดูแลอาคารสถานที่ ความเรียบร้อย ความสะอาด อาหารการกิน ทั้งหมดเหล่านี้ เดินได้ด้วยพนักงานพรรค
.
ตั้งแต่รุ่นก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ พนักงานพรรคมีส่วนสำคัญมาก  เราเริ่มก่ออิฐก้อนแรกๆมาด้วยกัน บางคนอยู่กันมาตั้งแต่พรรคยังเป็นวุ้น ยังเป็นตัวอ่อน และร่วมกัน “ทำคลอด” พรรคขึ้นมา ผลงานที่นักการเมืองของพรรคแสดงในสภาและในที่สาธารณะ จำนวนมาก จำนวนเกือบทั้งหมด มีพนักงานพรรคอยู่เบื้องหลัง
.
องค์ประกอบที่สี่ นักการเมือง อันได้แก่ ส.ส. ผู้สมัคร ส.ส. หรือ รมต. (ถ้ามีในอนาคต) สิ่งที่คนทุกคนมารวมตัวกันก่อตั้งพรรค ก็คือ การเข้าสู่อำนาจรัฐเพื่อนำสิ่งที่คิดฝันร่วมกันไปผลักดันเปลี่ยนแปลงสังคมไทย หากไม่มีอำนาจรัฐ สิ่งที่คิดฝันก็ไม่มีวันเกิดขึ้น หากไม่มีตัวแทนของพรรคเข้าไปใช้อำนาจรัฐ สิ่งที่ต้องการเปลี่ยนก็จะไม่มีวันเปลี่ยน ดังนั้น พรรคจึงจำเป็นต้องมีนักการเมืองของพรรค อันได้แก่ ส.ส. ผู้สมัคร ส.ส. และ รมต. ทีมงาน รมต ทำหน้าที่ดังกล่าว ไปพูด ไปอภิปราย ไปลงมติ ไปทำหน้าที่ ไปบริหารราชการ ตามแนวทางที่ได้ตกลงกันไว้
.
หากไม่มีพวกเขาเหล่านี้ สิ่งที่คิดฝัน ก็จะล่องลอยอยู่ในอากาศ ไม่อาจจับต้องมองเห็นได้อย่างรูปธรรม และพรรคก้าวไกลก็จะกลายเป็นพรรคขนาดเล็ก หรือพรรคอินดี้ ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ไม่มีวันที่จะได้เป็นรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ องค์ประกอบทั้งสี่นี้สำคัญเท่าเทียมกัน ขาดองค์ประกอบอันใดอันหนึ่งไปมิได้
.
สำหรับพรรคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องมายังพรรคก้าวไกล ทุกๆคนที่เข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้ง คือ คนธรรมดาๆหาเช้ากินค่ำในแวดวงต่างๆ ไม่มีใครเคยลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีใครเคยเป็น ส.ส. เป็น รมต. มาก่อน พวกเราทุกคนเข้ามาเพราะมีความฝันความหวังร่วมกัน แต่วันหนึ่ง เมื่อมี “หัวโขน” ในชื่อ ส.ส. มาใส่ให้คนกลุ่มหนึ่ง แล้วคนกลุ่มนั้นก็ดันบ้าเต้นตาม “หัวโขน” วางต้วเต๊ะท่าว่าข้าเป็น ส.ส. ไม่เห็นหัวคนทำงานแบกพรรคกันมา เช่นนี้แล้ว คนทำงานเบื้องหลังที่ “แบก” พรรคไว้ ย่อมฉุกคิดได้ว่า เขาอุทิศตนเพื่อพรรคแห่งนี้ เพื่อดำเนินการตามความฝันร่วมกันของคนทุกคนที่ก่อตั้งพรรคขึ้นมา เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แต่ไฉนเลย พวกเขากลับไม่ได้อะไรกลับไป มีแต่พวก ส.ส.
.
หากปล่อยให้สภาพแบบนี้เรื้อรังต่อไป นานวันเข้า คนทำงาน “แบก” พรรค ก็จะตั้งคำถามว่า “ตนกำลังทำอะไรอยู่? ทำไมตนต้องทำงานเพื่อให้ใครก็ไม่รู้ได้เป็น ส.ส.?” สภาวะแปลกแยกระหว่างคนทำงานแบกพรรค vs พรรคและ ส.ส. ย่อมเกิดขึ้น ประกอบกับการต่อสู้ของพรรคก้าวไกลเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม กว่าจะไปถึงฝั่งฝันได้ต้องใช้เวลายาวนาน ทำให้แต่ละคนเหนื่อยล้า ท้อแท้ สิ้นหวังมากขึ้น
.
ทั้งหมดนี้ประกอบกันเข้า ทำให้คนทำงานแบกพรรคเริ่มหมดไฟ รู้สึกว่าสิ่งที่ตนอุทิศแรงกายแรงใจทำอยู่นั้น ไม่เกิดผลลัพธ์ใด นอกจาก มีคนกลุ่มหนึ่งได้ “ชูคอ” เป็น ส.ส. เป็น รมต. หลายคนเลือกที่จะออกจากพรรค หันไปทำงานอื่น เพื่อหารายได้สร้างความมั่นคงในชีวิต โดยเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ หลายคนเลือกที่จะออกจากพรรค ออกจากแวดวงการเมืองไปเลย กลับไปเป็นพวก “อยู่เป็น” เพื่อเอาชีวิตให้รอด
.
สภาวะแปลกแยกเช่นนี้ บั่นทอนบอนไซ “สปิริต” ขององค์กรและการทำงาน ทำให้แต่ละองค์ประกอบขัดแย้งกัน ไม่สมัครสมานกัน การยุติสภาวะแปลกแยกเช่นนี้ได้ ต้องมี หนึ่ง ความหวังร่วมกัน สอง การยอมรับนับถือในความสามารถและการเสียสละของ ส.ส.
.
พรรคก้าวไกลจะยุติสภาวะแปลกแยก ถูกโดดเดี่ยวจากการเมืองไทยได้ ต้องมี “ประชาชน” เป็นพวก แต่พรรคก้าวไกลไม่มีทางที่จะยุติสภาวะแปลกแยกของประชาชนต่อการเมืองในระบบรัฐสภา และไม่มีทางยุติสภาวะแปลกแยกจากการเมืองไทยที่ตนเผชิญอยู่ได้เลย ตราบใดที่พรรคก้าวไกลเองมีสภาวะแปลกแยกอยู่ภายในองค์กร คนทำงานแบกพรรคไม่รู้สึกเคารพนับถือให้ใจกับ ส.ส.
.
หากสภาวะแปลกแยกระหว่างภายในพรรคมีขึ้นและดำรงอยู่ อย่าคิดฝันถึงการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
.

ThePoint #ข่าวการเมือง #ปิยบุตรแสงกนกกุล #คณะก้าวหน้า #ก้าวไกล