‘ปิยบุตร’ร่ายยาวชำแหละ5 ปี เบญจอัปลักษณะ!!รัฐธรรมนูญ ปี2560

0
198

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่นเฟซบุ๊กระบุว่า 5 ปี 5 อัปลักษณะ รัฐธรรมนูญ 2560 วันนี้ วันที่ 6 เมษายน ครบรอบ 5 ปีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อมาถึงวาระครบรอบ 5 ปี ก็ควรทบทวนถึงอัปลักษณะ 5 ประการ หรือ “เบญจอัปลักษณะ” ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
.
อัปลักษณะ 1 รัฐธรรมนูญที่ทำให้สิ่งซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญกลับชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ 2560 มีบทบัญญัติที่ทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ รับรองให้การใช้อำนาจของระบอบ คสช.นั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปตลอดกาล หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นกระบวนการที่ทำให้สิ่งซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญกลับชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือ “Constitutionalisation of Unconstitutionality”
.
รัฐธรรมนูญ 2557 มาตรา 47 ได้รับรองให้บรรดาประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. และการกระทำที่เกี่ยวเนื่อง ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2557 เสมอ และในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 279 ก็ตามมารับรองต่อเนื่องไปอีกว่า อะไรที่รัฐธรรมนูญ 2557 รับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2557 ก็ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย
.
ทำให้บุคคลไม่อาจโต้แย้งว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้เลย ในขณะที่ศาลทั้งหลายต่างไม่รับฟ้องกรณีเหล่านี้ โดยอ้างมาตรา 279 ว่ารับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายไว้หมดแล้ว ดังนั้น แม้การกระทำเหล่านี้จะมีเนื้อหาที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ไม่ยุติธรรม การกระทำเหล่านี้ก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายเสมอ กรณีเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้ประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อยู่เหนือระบบกฎหมายทั้งหมด
.
กลายเป็นว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ทุกมาตราตั้งแต่มาตรา 1 ถึง 279 ใช้กับทุกการใช้อำนาจ เว้นแต่ การใช้อำนาจของ คสช.

กลายเป็นว่า ทุกการใช้อำนาจมีโอกาสขัดรัฐธรรมนูญ 2560 เว้นแต่ การใช้อำนาจของ คสช. ไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญ 2560 เลย
.
อัปลักษณะ 2 รัฐธรรมนูญไม่ตรงปก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 พยายามโฆษณาชวนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” แต่เมื่อนำมาใช้ในทางปฏิบัติ การโกงก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ดังรายงานขององค์กรนานาชาติได้สำรวจไว้ ตรงกันข้าม มันกลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ เลือกปฏิบัติ ใช้ปราบปรามนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม
.
อัปลักษณะ 3 รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจระบอบ คสช. รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นผลพวงจากรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 เมื่อคณะรัฐประหารต้องการเปลี่ยนรูปโฉมอัปลักษณ์จากรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารให้กลายเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องวางกลไกการสืบทอดอำนาจของตนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อประกันว่าพวกตนจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
.
กลไกการสืบทอดอำนาจ ก็ได้แก่ วุฒิสภาใน 5 ปีแรก มีสมาชิก 250 คนมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. และมีอำนาจเลือกบุคคลไปเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อกำหนดไว้เช่นนี้ กลไกแบบ “ผลัดกันเกาหลัง” ก็เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ตั้ง ส.ว.แล้ว ส.ว.เหล่านี้ก็มาเลือกพล.อ.ประยุทธ์ กลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีก
.
อัปลักษณะ 4 รัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่ใช่ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกชี้นำทั้งด้านกระบวนการจัดทำและด้านเนื้อหาโดย คสช. และอำนาจประกาศใช้แบบ Final Say อยู่ที่กษัตริย์ แม้ประชาชนจะได้ออกเสียงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นเพียง “การแต่งองค์ทรงเครื่อง” เพื่อทำให้ดูดีขึ้นเท่านั้น เพราะ ในท้ายที่สุด แม้ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะผ่านการออกเสียงประชามติ แต่จะได้ประกาศใช้และมีผลบังคับใช้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจลงพระปรมาภิไธยของกษัตริย์เท่านั้น
.
อัปลักษณะ 5 รัฐธรรมนูญที่สร้าง “กรงขัง” มิให้ใครมาแก้ไขเปลี่ยนแปลง เว้นแต่พวกตนเองต้องการแก้ไขหรืออนุญาตให้แก้ไข ในหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กำหนดกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ยากอย่างยิ่ง ในวาระที่หนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภารวมกัน และจะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
.
ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ ยิ่งจำเป็นต้องนำความคิดเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยมาใช้ เพื่อยืนยันว่า
(1.) ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
(2.) อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดำรงอยู่ตลอดกาล
(3.) ประชาชนมีสิทธิในการก่อตั้งรัฐธรรมนูญและการยกเลิกรัฐธรรมนูญเสมอ
(4.) การก่อตั้งและการยกเลิกรัฐธรรมนูญต้องเชื่อมโยงกับประชาชนทุกขั้นตอน
.
รัฐธรรมนูญ 2560 ปราศจากความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ที่มา (มีจุดกำเนิดจากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557) ในแง่กระบวนการจัดทำ (กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญอยู่ภายใต้การครอบงำของคณะรัฐประหาร) และในแง่เนื้อหา (มีวัตถุประสงค์ทำลายพลังทางการเมืองที่เป็นศัตรูกับคณะรัฐประหารและพวกมากกว่าการสร้างประชาธิปไตย) แต่กลับสร้าง “ป้อมปราการ” ปิดล้อมไว้อย่างแน่นหนาจนไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนี้ได้ในทางปฏิบัติ ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ เราจะหาทางออกจาก “กรงขัง” ได้อย่างไร?
.
หากดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ย่อมไม่มีทางสำเร็จแน่นอน ในทางกระบวนการแก้ไขนั้น เป็นไปได้เสมอที่เสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ในทางเนื้อหา การแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งทำได้เพียงประเด็นปลีกย่อย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยได้ ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ จึงเหลือเพียงหนทางเดียวเท่านั้น คือ การกลับไปหาอำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นของประชาชนอย่างนิรันดรและดำรงอยู่อย่างตลอดกาล
.
วิธีการกลับไปหาอำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ การจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นที่ว่า “ประชาชนเห็นชอบให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรฐานประชาธิปไตยหรือไม่” โดยการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรมตามแบบประชาธิปไตยด้วย เมื่อประชาชนเห็นชอบให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560
.
นั่นก็หมายความว่า ประชาชนผู้ทรงอำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญตัดสินใจร่วมกันให้ทำลายระบบรัฐธรรมนูญลง เพื่อก่อตังระบบรัฐธรรมนูญใหม่เข้าแทนที่ จากนั้น ก็เข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป
.
กระบวนการยกเลิกรัฐธรรมนูญเดิมและก่อตั้งรัฐธรรมนูญใหม่เข้าแทนที่ ต้องดำเนินการโดยเปิดพื้นที่ทางประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนมากที่สุด ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เพื่อยืนยันว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน
.
แน่นอน รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้โดยใช้วิธีการออกเสียงประชามติเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ แต่นี่คือ กระบวนการกลับไปหาอำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีอะไรที่จะชอบธรรมไปกว่าการกลับไปสู่ประชาชน กฎเกณฑ์ต่างๆตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่อาจต้านทานขัดขวางการใช้อำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนได้ เพราะกฎเกณฑ์และองค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญ 2560 ต่างก็เป็นเพียงอำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ (pouvoir constitué) จึงมิอาจสู้กับประชาชนผู้ทรงอำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญตัวจริง
.
วิธีการเช่นนี้ เป็นวิธีการเรียกเอาอำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญกลับมาโดยสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง และเป็นประชาธิปไตย เราสามารถทำให้ประชาชนปรากฏกายให้เห็นเด่นชัดได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้การปฏิวัติประชาชน การติดอาวุธต่อต้านรัฐ หรือการยึดอำนาจรัฐด้วยวิธีรุนแรง ระบบรัฐธรรมนูญถูกทำลายลงได้ด้วยการตัดสินใจของประชาชนตามวิธีการแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีความชอบธรรมสูงเด่นกว่าการทำลายระบบรัฐธรรมนูญโดยรัฐประหารยึดอำนาจโดยกองทัพดังที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย
.
หากการเรียกเอาอำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนกลับมาโดยใช้วิธีการออกเสียงประชามติเช่นนี้ ถูกวุฒิสภาหรือศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นใดขัดขวางอีก นั่นหมายความว่า เราจะยินยอมให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญได้ด้วยกำลังอาวุธและการรัฐประหารโดยกองทัพเท่านั้น แต่การแสดงออกซึ่งอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างสันติและชอบธรรม เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญกลับไม่อาจทำได้ อย่างนั้นหรือ?
.
ไม่มีเหตุผลใดทั้งทางการเมืองและทางกฎหมายที่ถูกต้องและชอบธรรมเพียงพอที่จะขัดขวางการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนได้อีกแล้ว นอกเสียจากว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในประเทศไทยไม่ได้เป็นของประชาชน อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในประเทศไทยเป็นของคนอื่น ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ต้องแสวงหาหนทางเปลี่ยนให้ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญให้จงได้
.

ThePOINT #ข่าวการเมือง #ปิยบุตรแสงกนกกุล #คณะก้าวหน้า #รัฐธรรมนูญ2560