“รองหัวหน้าพรรคกล้า”เชื่ออย่างน้อยต้องอยู่กับโควิดไปอีก 5 ปี กำลังเจอ Variant ใหม่ทุก 2 เดือน แนะเปลี่ยนยุทธศาสตร์สู้รบเชื้อร้าย

0
419

นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า เช้านี้ผมจะไม่พูดถึงตัวเลข “another new high”แล้วเพราะพูดไปก็ไม่มีทางออก แต่ขอเริ่มประเด็นใหม่ ผมเชื่อว่าโควิดจะอยู่กับเราอีกอย่างน้อย 5 ปี เรากำลังเจอ Variant ใหม่ๆทุก 2 เดือน ที่วิ่งหนีวัคซีน ถึงกดตัวเลขลงได้ เราก็ลืม 1 เรื่อง โควิดเข้าไปอยู่ในสัตว์ได้ สัตว์เหล่านี้อยู่รอบตัวเรา ทั้งหมา แมว กระรอก และสัตว์ในเขาใหญ่ที่คนชอบถอดหน้ากากไป selfie ด้วย
.
หายจากเรา มันก็หนีไปซ่อน เดี๋ยวก็จะกลับมาใหม่ เพราะเราฉีดวัคซีนให้สัตว์ทุกตัวในโลกไม่ได้ อย่าลืมเรื่องง่ายๆนี้ แปลว่าเราต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการรบกับมัน เป็นการรบ สลับการอยู่ด้วยกับมัน เพื่อให้ชีวิตเดินต่อได้ เศรษฐกิจเดินต่อได้ โดยต้องเข้าใจให้ได้ว่าโมเดล “เปิดเมือง” และ “ปิดเมือง” เป็นยุทธศาสตร์เก่าที่ต้องยกเลิก เราต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็น Multi-disciplinary และ Data-driven everyday war room
.
1.การจัดการ ต้องเปลี่ยนจาก “ระดับเมือง” เป็น “ระดับย่าน”จากระดับย่าน เป็น “ระดับซอย” โดยใช้ 5G IOT รวบรวมข้อมูลใน Bigdata เพื่อสอดส่อง movement ของคน พฤติกรรมการใช้หน้ากาก การปฏิบัติตาม social distancing และรู้การเชื่อมโยงที่อยู่-ชุมชน-ที่ทำงาน ให้เปิด-ปิด cluster ได้ “real time”
.

  1. เชื่อมโยงระบบรถ-เรือ-ราง-ทางเท้า ให้เกิดการ monitor เป็นระบบเดียว ตัวอย่างเช่นให้เห็นถึง “ทะเบียนรถ” ในการย้ายถิ่นอย่างผิดปกติ หรือสถานีรถไฟฟ้าที่มีการขึ้นลงมาก-น้อย ผิดปกติ
    .
  2. ใช้การเทคโนโลยีในการให้บริการสาธารณะ เช่นใช้หุ่นยนต์แทนคนในการให้บริการตามตึก การให้ข้อมูล ใช้ระบบ UVC ในการฆ่าเชื้อเมื่อไม่มีคนใน lift แบบ automatically ฆ่าเชื้อตามร้านอาหาร ก่อน และหลังช่วง peak การใช้ระบบ “hands free” 100% ในทุกการบริการ
    .
  3. และแน่นอน ระบบรักษาพยาบาลที่ Health tech เก่งๆของไทยทำกันได้เยอะแล้วอย่าง tele-health, tele-medicine ต้องเข้ามา active ในชุมชน และบ้านรั้วมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อย อสส., อสม., อนามัยชุมชนเดิน manual กันแบบนี้ อย่า “มีปืน” แต่ยื่น “ปืนแก้บ” ให้ชุมชนครับ ท่าน รมว.สธ.
    .
  4. ข้อ 1-4 เราพูดถึง Data มหาศาล เราจำเป็นต้องสร้าง “กำแพง” “ยาม” “หมาดมกลิ่น” “สปาย” เพื่อป้องกันระบบ ดังนั้น “Cybersecurity” จะต้องเป็น backbone ในการป้องกันการถูกโจมตี
    .
  5. เราต้องเคยชินกับการฉีดวัคซีนทุกปี และไม่ต้องเสียเวลาทะเลาะกันครับ ว่าวัคซีนอะไร ดีกว่าอะไร 6 เดือนก่อน Sinovac ดี วันนี้เกิด Variant ใหม่ ก็หยุดซะ แล้วไป Sinopharm, Pfizer, NovaVax ซึ่งจะเสนอเป็นข้อ 7
    .
  6. นอกจากรัฐอนุญาตให้มีวัคซีนทางเลือกแล้ว รัฐเองก็ต้องจัดหา “วัคซีนฟรีที่เลือกได้” ให้ประชาชนด้วย เพราะวัคซีนแต่ละชนิด เหมาะกับคนไม่เหมือนกัน
    7.1 สำหรับคนสูงอายุ และคนกล้าเสี่ยง อยากได้ของแรง รัฐต้องมี mRNA type ให้เลือกฟรี
    7.2 สำหรับคนสูงอายุ คนทั่วไปที่อยากได้ของแรง แต่ยังไม่อยากเสี่ยงในระยะยาว รัฐต้องมี Viral vector type ให้เลือก
    7.3 สำหรับคนที่กลัวมีปัญหาเรื่องสุขภาพ รัฐต้องมี เชื้อตายไว้ให้
    7.4 สำหรับทางออกสำหรับ 6.1-6.3 รัฐต้องมอง protein-based type แบบ NovaVax ไว้ให้คน
    .
  7. ข้อสุดท้าย รัฐต้องทุ่มงบ R&D ให้สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยด้านโรคระบาดอย่างจริงจังกว่านี้ ให้เกิดการวิจัยยา วัคซีน อาหารเพื่ออยู่กับโควิดให้ได้ รวมถึงต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น facilitator ให้กับการทำ city data อย่าให้เกิดเคสแบบ “หมอชนะ” ที่เริ่มด้วยการ volunteer จากคนเก่งๆ สุดท้ายก็พังเพราะถูกรัฐ“ตบ” ไปทำเอง พังเหมือนไทยชนะ ที่วันนี้คนที่ไปแสกนไม่เห็นประโยชน์ว่าทำแล้วได้อะไร
    .

ThePOINT #ข่าวการเมือง #พงศ์พรหม ยามะรัต #พรรคกล้า #โควิด-19