จากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงถึงขีดสุดหลังจากปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านพร้อมครอบครัวเสียชีวิต และกรุงเตหะรานได้รับความเสียหายอย่างหนัก แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะออกมาเตือนให้อิหร่านยุติการโต้ตอบ แต่อิหร่านโดยกองกำลัง IRGC ได้ตัดสินใจเปิดฉาก “ปฏิบัติการครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์” ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและโดรนพลีชีพพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ และเมืองสำคัญทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ทั้งในบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกเลขาธิการ UN ประณามอย่างหนักว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของหลายประเทศ แต่สถานการณ์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่าย ๆ
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการแก้แค้น แต่คือ “แรงปะทะของอำนาจ” 4 มิติที่สั่นคลอนระเบียบโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย ทั้งมิติอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ ที่ต้องรักษาความน่าเชื่อถือ มิติอำนาจภูมิภาคของอิหร่านที่ใช้เครือข่ายอุดมการณ์ตอบโต้ มิติอำนาจทางพลังงานที่กระทบเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก และมิติอำนาจเชิงโครงสร้างจากจีนและรัสเซียที่อาจเข้ามาถ่วงดุลจนสถานการณ์บานปลายเกินควบคุม
ที่สำคัญไทยต้องเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนด้านพลังงานและเศรษฐกิจ การกระจายแหล่งนำเข้า และการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน นอกจากนั้นควรดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบสมดุล รักษาพื้นที่ทางการทูตกับทุกฝ่าย โดยไม่ผูกพันเชิงความมั่นคงจนสูญเสียความยืดหยุ่น
ในโลกที่แรงปะทะของอำนาจกำลังสั่นคลอนระเบียบเดิม ความอยู่รอดของรัฐขนาดกลางมิได้ขึ้นอยู่กับการ “เลือกข้าง” อย่างเร่งรีบ หากแต่อยู่ที่การอ่านรักษาดุลยภาพแห่งผลประโยชน์ และเพิ่มความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ให้มากที่สุด
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล นักวิชาการอิสระ ได้วิเคราะห์ว่า ผลกระทบที่รุนแรงและรวดเร็วที่สุดคือการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าของโลก โดยอิหร่านใช้กลยุทธ์ไฮเทคอย่างการรบกวนสัญญาณ GPS (GPS Spoofing) ทำให้การขนส่งน้ำมันกว่า 17.4 ล้านบาร์เรลต่อวันและก๊าซ LNG กว่า 20% ของโลกต้องหยุดชะงัก สถานการณ์นี้จะส่งผลโดยตรงให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่แพงขึ้น และวิกฤตการผลิตไฟฟ้าในประเทศที่ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ
ผศ.ดร. มาโนชญ์ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางและโลกมุสลิม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ให้ความเห็นว่า สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ดุลอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากเป้าหมายหลักของอิสราเอลและสหรัฐฯ คือการทำลายศักยภาพทางนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านให้สิ้นซาก รวมถึงการพยายาม “เปลี่ยนระบอบการปกครอง” ในอิหร่านโดยอาศัยความขัดแย้งภายในและการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ซึ่งหากสถานการณ์บานปลายจะนำไปสู่ วิกฤตความเชื่อมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ ถูกมองว่าละเมิดอธิปไตยของหลายประเทศอย่างรุนแรง ในขณะที่มหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียกำลังเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างการรักษาสัมพันธภาพกับอิหร่านกับการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจยกระดับความขัดแย้งไปสู่สงครามในระดับที่กว้างกว่าเดิม
ในมิติเศรษฐกิจ ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดคือ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นทันที นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่กระทบต่อต้นทุนสินค้าและการขนส่งทั่วโลก โดยเฉพาะคู่ค้าสำคัญของไทยอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่จะได้รับผลกระทบหนักจนส่งผลต่อเนื่องมาถึงภาคการส่งออกของไทย ส่วนในด้านสวัสดิภาพสังคม สงครามครั้งนี้สร้างความเสี่ยงโดยตรงต่อ ชีวิตแรงงานและนักศึกษาไทย จำนวนกว่า 50,000 คนในพื้นที่ขัดแย้ง ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการประเมินสถานการณ์ต่างประเทศของรัฐบาลไทยที่ยังคงส่งแรงงานเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่สัปดาห์
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่สำคัญคือ บททดสอบการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่ต้องเร่งจัดตั้งวอร์รูมเพื่อวางแผนรับมือความผันผวนระยะยาว โดยไทยควรใช้จุดแข็งด้านความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับทุกฝ่ายและศักยภาพในการเป็นคลังอาหารของโลก ผ่านแนวคิด “ฮาลาลมนุษยธรรม” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสงคราม ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันให้ไทยรอดพ้นจากการถูกบังคับให้เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ ในขณะที่นักลงทุนไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแต่ไม่ควรตื่นตระหนกจนหยุดชะงักการลงทุน โดยเน้นการวางแผนตั้งรับที่มีประสิทธิภาพแทน
_____________
ที่มา
(1) https://www.facebook.com/share/p/1GQeUaAgmv/
(2) https://www.facebook.com/winyat.chatmontree.2024/posts/3300723373442344?ref=embed_post
#Newsthepoint
#วิกฤตเศรษฐกิจ #สงคราม #สหรัฐอเมริกา #โดนัลด์ทรัมป์

