‘สรยุทธ’ โต้หมอปัดกดดันขอยาอันตรายมาแจกเอง ลั่นอย่าผูกขาดการช่วยเหลือไว้แค่หมอ ขออภัยที่น้ำตาทำให้ไม่สบายใจ

0
885

จากกรณีที่พญ.นงนลินี จัยสิน ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กถึงนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง โดยตั้งคำถามว่าทำไมไม่ไปเจาะลึกคนไข้ในรพ.สนาม และระบุว่า นายสรยุทธ เห็นแค่คนไข้หนักแล้วร้องไห้ แต่กลับกดดัน สปสช. และกรมการแพทย์ขอยาอันตรายแจกคนไข้หนักเสียเอง เตือนจะเป็นเหมือนต่างประเทศที่ได้สายพันธุ์ไวรัสเป็นของตัวเอง
.
ล่าสุด นายสรยุทธ โพตส์ข้อความตอบโต้ว่า ตอบ คุณหมอ นงนลินี ครับ nongnalinee jaisin ผมไม่เคยประสานผู้บริหาร สปสช. กรมการแพทย์ เพื่ออยากเอายา (ฟาวิพิราเวีย) มาแจกคนไข้หนักเสียเอง นะครับ คุณหมอเป็นอะไรครับ ถึงได้กล่าวหาคนอื่นง่ายๆ แบบนั้น
.
คุณหมอบอกว่า“คุณเห็นแค่ปลายทางที่คนไข้หนัก คุณร้องไห้ คุณประสานผู้บริหาร สปสช.กรมการแพทย์ที่อยากเอายามาแจกคนไข้หนักเสียเอง โชคดีบังเอิญที่ดิฉันได้รับรู้ควาพยายามอันนี้ จึงพยายามโพสต์ พยายามโทรเข้ากรมการแพทย์ เพื่อมิให้พวกคุณนำยานำออกซิเจนมาแจกเสียเอง เพราะอะไร? เพราะคนเหนื่อยไม่ต้องการแค่ยา ไม่ต้องการออกซิเจน ต้องการการประเมินดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องการยาลดการอักเสบที่ใช้ฉีดเอา มิได้กินเอา ถ้ารักษาคนไข้หนักกันเอาเอง เราก็จะเหมือนอังกฤษ ที่ช่วงนึงคนตายเยอะมากเพราะแจกยาต้านไวรัสและสเตียรอยด์ ผลที่ตามมาคือได้พันธุ์ไวรัสเป็นของตัวเอง”
.
ย้ำนะครับ ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดว่า จะเอายามาแจกผู้ป่วยเสียเอง เพราะผมไม่ใช่หมอ ที่เคยพูดคุย (อย่างเปิดเผยผ่าน live) กับเลขาธิการ สปสช. ก็คือการถามถึงนโยบาย home isolation เพื่อผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียวกักตัวเองอยู่บ้าน โดยจะมีระบบดูแล และส่งของจำเป็นไปให้อย่างไร ผมก็เพียงถามว่าถ้าผู้ติดเชื้ออยากได้ยาต้านไวรัส “ฟาวิพิราเวีย” จะมีหลักเกณฑ์อย่างไร คำตอบก็เป็นนโยบายของ สปสช. ว่าสามารถให้ได้อย่างไร
.
ส่วนตัวผม ตั้งแต่วันที่คุยกับ เลขาฯ สปสช.ในวันนั้น (ซึ่งไม่ใช่การกลับลำ อย่างที่คุณหมอมาขอบคุณผมในเวลาต่อมา) คือ ผู้ป่วยสีเขียวให้อยู่ home หรือ community isolation เพื่อจะสงวนเตียงใน รพ. และหมอพยาบาล ไว้ช่วย ผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดง ไม่อย่างนั้น เราจะสูญเสียกันอีกมาก ถ้าผู้ป่วย 2 กลุ่มนี้ตกค้างตามบ้าน ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หลักฐานก็เป็นบันทึกที่อยู่ในเพจนี้ครับ
.
ส่วนกรมการแพทย์ ผมไม่เคยพูดคุย แม้กระทั่งวันที่พบอธิบดีกรมการแพทย์ ในวันพบสื่อ ผมก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้ ส่วนที่ผมเคยโพสต์และพูดเรื่อง “ยาฟาวิพิราเวีย” ไปรายการคือ “คิดเองว่า ถ้าตรวจ แอนติเจน เทสต์ แล้ว ผลเป็นบวกควรได้ “ยาฟาวิพิราเวียร์” ง่ายกว่านี้? ในภาวะ “ฉุกเฉิน” แล้ว กว่าจะต้องรอเข้าตรวจ RT-PCR กว่าจะได้ตรวจ กว่าจะยืนยันผล กว่าจะเข้าระบบ แล้วถึงจะได้รับการพิจารณาให้ยาฟาวิฯ มันจะช้าไป จากสีเขียว จนกลายเป็นสีเหลือง เป็นสีแดง ไปก่อนหรือเปล่า
.
สายพันธ์เดลต้า อาการรุนแรงใน 3-5 วัน เร็วกว่า สายพันธุ์อัลฟา ที่ 7-10 วัน อยากขอความรู้จากแพทย์จริงๆ ครับ”หลักฐานก็อยู่ในเพจ และในคลิปรายการ ผมขอเอายา “ฟาวิพิราเวียร์” มาแจกเองตรงไหนครับ ผมเพียงตั้งข้อสังเกตถึงระบบเมื่อให้ตรวจ ATK แล้วยังไงต่อ กว่าจะเข้าระบบได้ต้องผ่านอะไร และกว่าจะเข้าถึงยา “ฟาวิพิราเวียร์” มันจะช้าไปหรือไม่ กับความฉุกเฉินที่เป็นอยู่ ผมแค่ขอความรู้
.
ไม่เคยกดดันให้แจก และไม่เคยไปขอมาแจกเอง คุณหมอบอกด้วยว่า“แต่ถึงอย่างไรขอบคุณคุณสรยุทธคุณได๋ ที่กลับลำ ไม่สร้างความลำบากใจให้แพทย์ที่อยู่ด่านหน้า ด้วยการดื้อดึงที่จะหายาfaviและสเตียรอยด์มาแจกเอง เห็นตัวอย่างประเทศที่ทอดทิ้งคนไข้แจกยากินเองแม้ในคนไข้หนักไหมคะ? ทั้งอังกฤษ ทั้งอินเดีย ทั้งอเมริกา เขามีสายพันธุ์เป็นของตัวเอง”
.
นี่คุณหมอก็เอามาจากไหนอีก หนึ่งผมไม่ได้กลับลำ เพราะไม่ได้ทำมาแต่ต้น และ สอง “สเตียรอยด์” คุณหมอจินตนาการเอาเองจากไหนครับ ผมทำข่าว ผมรู้เรื่องการใช้สเตียรอยด์ในอินเดียดึว่าเกิดผลอะไร และในรายการ หรือในเพจ ผมก็ไม่เคยพูดถึงและไม่เคยคิด แต่คุณหมอบอกผมดื้อที่จะแจกสเตียรอยด์
.
น่าผิดหวัง ทำไมเลือกจะกล่าวหาคนอื่นง่ายๆ แบบนี้ แต่ถ้าถามแจกออกซิเจนมั้ย สำหรับผม แจกครับ เพื่อจะประคับประคองอาการ หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้ผู้ป่วยโควิดต้องทุกข์ทรมานจนเกินไป ระหว่างรอเวลา รอเตียง รอหมอ
.
คุณหมอบอกว่า “เพราะคนเหนื่อยไม่ต้องการแค่ยา ไม่ต้องการออกซิเจน ต้องการการประเมินดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องการยาลดการอักเสบที่ใช้ฉีดเอา มิได้กินเอา” ผมถามคุณหมอว่า เมื่อเราไม่มีหมอมาประเมินดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะหมอไม่พอ (ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปต่อว่าใคร) เราต้องยอมจำนนให้ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมาน รอความตายไปอย่างนั้นใช่มั้ยครับ
.
ให้ออกซิเจนไม่ได้ หรือช่วยเหลือเฉพาะหน้าอะไรไม่ได้ ให้อะไรก็ไม่ได้ เพราะต้องให้หมอมาประเมินดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น อย่าผูกขาดการช่วยเหลือผู้ป่วยไว้แค่หมอเลยครับ ผมเชื่อว่า เหล่าจิตอาสา หรือ สื่ออย่างผม ไม่มีใครกล้าล้ำเส้นไปให้อะไรที่ไม่ได้ผ่านการปรึกษาหารือเบื้องต้นกับหมอหรอกครับ เพราะมันคือเรื่องของชีวิต ไม่มีใครเสี่ยงทำอะไรไปเอง เพียงแต่ไม่ใช่ปรึกษาคุณหมอนงนลินีเท่านั้น
.
คุณหมอบอกว่า “ทำไมคุณเป็นนักข่าวไม่ไปเจาะลึกว่าคนไข้ในรพ.สนามแต่ละวันรับคนไข้กลุ่มไหน รับมาแล้วต้องอยู่ถึง14วัน” ขอโทษนะครับ ข่าวนี้ไม่ต้องเจาะลึก ใครก็รู้ว่า รับผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว นี่นโยบายกระทรวงสาธารณสุขนะครับ
.
แต่ที่ผมพยายามทำโดยไม่ต้องเจาะข่าวด้วย คือ ผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดง ยังอยู่ตามบ้าน นอนทนทุกข์ทรมาน รอความช่วยเหลืออยู่มากมาย ซึ่งดูเหมือนคุณหมอจะพยายามบอกผมว่า อย่ายุ่ง
.
คุณหมอบอกอีก“เราควรจะได้นักข่าวที่ช่วยรพ.สนามเต็มที่ เราควรจะได้นักข่าวที่เป็นกระบอกเสียงแทน
และกดดันรพ.สนามให้รับคนไข้หนักมากกว่าคนไข้ครองเตียงเพื่อประกัน” คุณหมอย้อนไปดูในเพจ หรือคลิปรายการก็ได้ ผมไม่ได้ทำจริงๆ หรือครับ
.
นี่ก็อีก“เราควรจะได้ดาราที่ช่วยกันบริจาคเพื่อรพ.หรือเพื่อปชช.ที่ตกงาน หรืออย่างน้อยแรงจิตอาสาก็ยังดี ในการช่วยดูแลคนไข้สีเขียวแบ่งเบาภาระสาสุข ดาราเป็นจิตอาสาความเป็นบุคคลสาธารณะทำให้คนฮึกเหิมอยากอาสามากขึ้น” คุณหมอไปอยู่ไหนมาครับ
.
คุณหมอพร่ำพรรณา ประมาณว่า ไม่อยากให้เอาการเมืองมาเกี่ยว เป็นต้นว่า “อยากจะบอกว่าเราจะไม่มีวันมาถึงจุดนี้เลย ถ้าเราไม่อคติต่อกัน เอาเรื่องการเมืองนำ” อ่านแล้วรู้สึกว่า คุณหมอเองมุ่งมั่นกับการเมืองหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ก็ขออภัย และดูเหมือนคุณหมอ จะมีปัญหากับน้ำตาของผมมาก ผมขออภัยครับที่น้ำตาของผมจะทำให้คุณหมอไม่สบายใจ
.
ที่ผ่านมา หลายกรณีที่เกิดขึ้นกับเคสรอตรวจ รอเตียง รอเข้าระบบ จนหลายคนอาการหนัก จนหลายคนเสียชีวิต เพราะถูกปฏิเสธ สังเกตดูได้ว่า ผมไม่เคยต่อว่าหมอและบุคลากรทางการแพทย์แบบเจาะจง เล่าเรื่องราวแล้วก็ผ่านไป เพราะรู้ว่า ทุกคนทำงานหนัก และมันเป็นปัญหาที่ “ระบบ” ไม่ใช่ตัวบุคคลที่แบกภาระมามากเกินจะรับไหวแล้ว วันนี้ ผมเสียใจที่ต้องเจาะจงถึงคุณหมอ นงนลินี เพื่อตอบคำถามของคุณหมอนงนลินีเองนะครับ เป็นกำลังใจให้ทำหน้าที่ “หมอ” นะครับ
.

ThePOINT #ข่าวการเมือง #สรยุทธสุทัศนะจินดา #ผู้ป่วยโควิด #โควิด #วัคซีน