หน้าแรกข่าวเด่นสัมภาษณ์พิเศษ ‘เฟม ศณิศา’ จากภาคสนามภัยพิบัติ สู่สนามการเมือง กับภารกิจสร้างระบบที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

สัมภาษณ์พิเศษ ‘เฟม ศณิศา’ จากภาคสนามภัยพิบัติ สู่สนามการเมือง กับภารกิจสร้างระบบที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ สู่ภาคสนามช่วยชีวิตผู้คน และก้าวสู่สนามการเมือง

ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ชื่อของ “เฟม ศณิศา จิรเสวีนุประพันธ์” กลายเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามอง ไม่ใช่เพียงในฐานะนักธุรกิจ แต่ในฐานะผู้หญิงที่เลือก “เดินเข้าหาประชาชน” ในวันที่คนจำนวนมากต้องวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด

จากการทำงานภาคเอกชนอย่างเข้มข้น ควบคู่กับการลงพื้นที่ช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง วันนี้ The Point ได้พูดคุยกับ เฟม ศณิศา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ถึงแนวคิด เป้าหมาย และวิสัยทัศน์ทางการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569

จากนักธุรกิจ สู่ภาคสนามช่วยชีวิตผู้คน

เฟมมีพื้นฐานจากการเป็นนักธุรกิจ ทำงานทั้งในธุรกิจส่วนตัว และในบริษัทด้าน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล งานที่ต้องอาศัยการวางระบบ การคิดเชิงกลยุทธ์ และความแม่นยำในการตัดสินใจในระดับสูง

ขณะเดียวกัน เธอยังทำงานด้านสังคมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการใช้ ศิลปะบำบัดเพื่อลดความเครียด ควบคู่กับการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย คนไร้บ้าน สตรี และเด็กมาอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์จากภาคสนามเหล่านี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เฟมตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการเยียวยาที่ปลายเหตุ

“การช่วยเหลือที่ยั่งยืน ไม่ควรหยุดแค่ความเมตตา

แต่ต้องกล้าปรับโครงสร้างที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำ”

“ในวันที่คนต้องหนี ผู้หญิงคนนี้เลือกเดินเข้าไป”

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะท้อนตัวตนของเฟมได้ชัดเจนที่สุด คือการลงพื้นที่ ช่ววด่านหน้าน้ำท่วมหาดใหญ่ และ การสนับสนุนศูนย์อพยพในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งและการโจมตีด้วยอาวุธ

เฟมอธิบายอย่างชัดเจนว่า การลงพื้นที่ครั้งนั้น ไม่ใช่การตั้งศูนย์ช่วยเหลือใหม่ แต่เป็นการเข้าไป เสริมกำลังให้กับศูนย์อพยพที่มีอยู่ ทั้งการจัดตั้งครัว การส่งอาหาร น้ำ และสิ่งจำเป็น เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนที่ต้องอพยพหนีอันตราย

“เราไม่ได้เข้าไปแทนใคร

แต่เข้าไปเติมในจุดที่เขายังขาด

เพื่อให้ประชาชนผ่านคืนที่ยากที่สุดไปได้”

ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากต้องหนีจากความรุนแรง เฟมกลับเลือก “เดินเข้าไป” ไม่ใช่เพราะไม่กลัว แต่เพราะ ความห่วงใยต่อชีวิตของประชาชน สำคัญกว่าความกลัวของตัวเอง

บทเรียนจากภัยพิบัติ: ระบบที่ยังไม่ทันประชาชน

หลังการเลือกตั้งปี 2566 เฟมลงพื้นที่หลายเหตุการณ์ ทั้งตึกถล่ม แผ่นดินไหว น้ำท่วม น้ำแล้ง และศูนย์อพยพในหลายพื้นที่ สิ่งที่พบเหมือนกันคือ

ระบบการจัดการภัยพิบัติยังล่าช้า และการกระจายความช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอก

จากประสบการณ์ทำงานด้านเทคโนโลยี เฟมจึงเสนอแนวคิดการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยเสริมระบบการจัดการภัยพิบัติ ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ การจัดสรรทรัพยากร ไปจนถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การช่วยเหลือ “เร็วกว่าเดิม และถึงประชาชนจริง”

“เทคโนโลยีของประเทศเราไม่ได้ล้าหลัง

แต่ระบบการทำงานยังไม่ถูกออกแบบให้ทันชีวิตคน”

การเมืองปี 2569 และประเด็น Sex Worker ที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา

เฟมยังคงยืนหยัดในแนวคิดที่เคยเสนอไว้ตั้งแต่ปี 2566 คือการผลักดันให้ แรงงานบริการ (Sex Worker) ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสิทธิเมื่อถูกใช้ความรุนแรง

พร้อมเสนอการจัดระบบภาษีและโซนนิ่งอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบสังคมและวัฒนธรรม เพื่อให้ปัญหาที่ถูกมองข้ามมายาวนาน ถูกนำขึ้นมาจัดการอย่างเป็นธรรม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

“สังคมที่เข้มแข็ง ไม่ใช่สังคมที่แกล้งไม่เห็นปัญหา

แต่คือสังคมที่กล้าแก้ปัญหาอย่างมีศักดิ์ศรี”

พลังคนทุกเจนฯ กับการรีแบรนด์การเมือง

เฟมมองว่าการเมืองไม่ควรถูกจำกัดด้วยวัยหรือเจเนอเรชัน การรีแบรนด์พรรคต้องเปิดพื้นที่ให้คนทุกช่วงวัยได้ทำงานร่วมกัน

คนรุ่นใหม่มีพลังและความกล้า ขณะที่คนรุ่นก่อนมีประสบการณ์และองค์ความรู้ หากผสานกันได้ จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น

คนไร้บ้าน สตรี เด็ก และ “Center of Dreams”

อีกหนึ่งภารกิจที่เฟมให้ความสำคัญ คือการช่วยเหลือคนไร้บ้าน สตรี และเด็ก จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับมูลนิธิและหน่วยงานรัฐ เฟมผลักดันแนวคิด Center of Dreams เพื่อสร้างระบบคืนโอกาสให้ผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ที่พักอาศัย งาน สุขภาพจิต ไปจนถึงการกลับเข้าสู่สังคมอย่างมั่นคง

“ทุกคนควรมีพื้นที่ให้เริ่มต้นใหม่

ไม่ใช่ถูกตัดสินจากวันที่เขาล้ม”

ประเทศไทยปี 2569 ที่เฟมอยากเห็น

เฟมอยากเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP แต่ประชาชนต้อง “รู้สึกได้” ในชีวิตประจำวัน

การเยียวยาภัยพิบัติควรดูแลทั้งด้านรายได้และสภาพจิตใจ

การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมควรถูกใช้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

และการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ต้องมาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น

3 เรื่องที่ “เฟม” จะไม่ยอมให้เกิดซ้ำ

 1. ภัยพิบัติที่ระบบไปไม่ทันประชาชน

 2. ยาเสพติดเถื่อนที่บ่อนทำลายเยาวชนและคนไร้บ้าน

 3. เกษตรกรยากจน ทั้งที่ประเทศมีองค์ความรู้มหาศาล

จากภาคสนาม สู่สนามการเมือง

ทั้งหมดนี้คือเส้นทางของ “เฟม ศณิศา”

จากนักธุรกิจหญิงที่ทำงานกับข้อมูลและระบบ

สู่ผู้หญิงที่ยืนอยู่กลางภาคสนามภัยพิบัติ

และก้าวเข้าสู่สนามการเมือง เพื่อผลักดันให้ประเทศเดินหน้าอย่างมีระบบ มีหัวใจ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

_____________

#Newsthepoint

#เฟมศณิศา #พรรคประชาธิปัตย์ #ความเหลื่อมล้ำทางสังคม #เลือกตั้ง69

Must Read

Related News

- Advertisement -