เอาแล้วไง!!1ใน21 ส.ส.ถูกขับพ้นพรรคพร้อม’ธรรมนัส’ขอความเป็นธรรม’บิ๊กป้อม’โวยโดนร่างแหทั้งที่ไม่เต็มใจ

0
308

วานนี้(21 ม.ค.) นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา ซึ่งมีชื่อเป็น 1 ใน 21 ส.ส.ที่ให้ออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้ยื่นหนังสือถึง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค และ ประธานคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เรื่อง “ขอให้ทบทวนมติพรรคพลังประชารัฐให้สมาชิกออกจากการเป็นสมาชิกพรรค”
.
โดยหนังสือมีเนื้อหารุบว่า ตามที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรค พลังประชารัฐ มีมติที่อ้างถึงเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 ให้สมาชิกพรรคพลังประชารัฐจำนวน 21 คน ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ข้อ 54 (5) โดยข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อสมาชิกพรรค 21 คน นั้นด้วย
.
ทั้งนี้ ปรากฎจากการแถลงข่าวของนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ที่เผยแพร่ในสื่อมวลชนทั่วไปถึงสาเหตุการมีมติที่อ้างถึงของกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคว่าข้าพเจ้ากับ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเฝา เลขาธิการพรรค และพวกรวม 21 คน ได้ยื่นข้อเสนอให้มีการปรับโครงสร้างพรรคขนานใหญ่ ซึ่งหัวหน้าพรรคเห็นว่าเป็นการสร้างปัญหาและเกรงจะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ในพรรค หากดำเนินการตามข้อเสนอจะทำให้เกิดความเสียหายของพรรดทั้งระบบ ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาหลักการแห่งพรรคพลังประชารัฐทั้งเรื่องเอกภาพ เสถียรภาพ และอุดมการณ์ของพรรค หัวหน้าพรรคจึงเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวนี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2585 ซึ่งที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเห็นว่าไม่อาจรับข้อเสนอนั้นได้
.
แต่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอแจ้งว่าหากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่รับข้อเสนอแล้วจะมีปัญหาการบริหารพรรค และจะมีการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับพรรค ซึ่งจะเป็นเหตุร้ายแรงกระทบกับเสถียรภาพพรรคต่อไป กรรมการบริหารพรรคจึงเห็นว่าเป็นเหตุร้ายแรงตามข้บังคับพรรคพลังประชารัฐ ข้อ 54 (5) และมีมติให้ ร.อ. ธรรมนัสฯกับพวกรวม 21 คน รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย ออกจากการเป็นสมาชิกพรรดพลังประชารัฐ ตาม ข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ข้อ 54 (5) ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น
.
มติพรรคพลังประชารัฐวันที่ 19 มกราคม 2565 ให้ข้าพเจ้าออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ช้อ 54 (๔) ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นมติพรรคที่ไม่เป็นธรรมกับข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่ามีการกล่าวอ้างว่าข้าพเจ้าเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมกับการกระทำของ ร.อ. ธรรมนัสฯ กับพวก
.
อีกทั้ง กรรมการบริหารพรรคมิได้สอบสวนหาข้อเท็จริงและมิได้เปิดโอกาลให้ข้าพเจ้าได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องก่อนการพิจารณาลงมติ และทำให้ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคในการประชุมวันที่ 19 มกราคม 2565 ด้วย ข้าพเจ้าจึงไม่ได้รับการความเป็นธรรมและไม่ได้รับการพิจารณาที่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐข้อ 54 (5) จึงขอให้ท่านโปรดดำเนินการให้แก้ไขมติพรรคดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวช้องกับช้าพเจ้า โดยด่วน ทั้งนี้ ข้าพเจ้าขอเรียนว่า
.
ข้าพเจ้าไม่เคยทราบและไม่เคยใด้ยินมาก่อนว่า ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ใดของพรรคพลังประชารัฐจะเสนอให้มีการปรับโครงสร้างพรรคขนานใหญ่ ตามการแถลงข่าวของนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค
.
ข้าพเจ้าไม่เคยเรียกร้อง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่มีส่วนร่วมใดๆ ในการเสนอรัอเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐขนานใหญ่ของ ร.อ. ธรรมนัสฯ กับพวก ตามการแถลงข่าวของนายไพบูลย์ฯ
.
ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเหตุใดจึงมีชื่อข้พเจ้าเสนอต่อที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค และที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อพิจารณาลงมติว่าข้าพเจ้ากับ ร.อ. ธรรมนัสฯและพวกรวม 21 คน ได้ร่วมกันเสนอข้อเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างพรรคและหากไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องจะมีการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับพรรค อันจะเป็นเหตุร้ายแรงกระทบกับเสถียรภาพพรรค
.
ซึ่งนอกจากข้าพเจ้าแล้วก็ยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รายอื่นของพรรคที่มีชื่อรวมอยู่ในจำนวนรายชื่อ 21 คนนั้น ที่ไม่ทราบเรื่องและไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวของ ร.อ. ธรรมนัสฯ กับพวก เช่นเดียว กับข้าพเจ้า
.
การมีมติให้ข้าพเจ้าออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐรวมไปกับ ร.อ.ธรรมนัสฯ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวม 21 คน อ้างเหตุว่ามีการก่อให้เกิดแหตุร้ายแรงต่อหลักการแห่งพรรค ทั้งเรื่องเอกภาพ เสถียรภาพ และอุดมการณ์ของพรรคนั้น เป็นข้อกล่าวหาและเป็นความผิดร้ายแรงซึ่งจะเป็นผลกระทบต่อประวัติของข้าพเจ้าและก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าอย่างร้ายแรง
.
ดังนั้น กรรมการบริหารพรรคจึงควรตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือคณะะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จริงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและเป็นธรมแก่ข้าพเจ้าก่อนว่าข้าพเจ้ากระทำการตามที่ถูกกล่วอ้างจริงหรือไม่ หรือข้่พเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวของ ร.อ.ธรรมนัสฯ อย่างไร โดยควรจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงและนำเสนอพยานหลักฐานอันเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐรรมนูญ และยังเป็นการป้องกันมิให้เกิดความขัดแยังแตกแยกภายในพรรรคซึ่งเป็นการปฏิบัติขั้นพื้นฐานในการนำพาประเทศชาติมิให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก
.
นอกจากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ข้าพเจ้ายังเห็นว่าการดำเนินการให้มีมติของกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 ให้ข้าพเจ้าพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐพร้อมกับ ร.อ. ธรรมนัสฯ กับ พวก รวม 21 คน โดยอ้างว่า ข้าพเจ้ากับ ร.อ. ธรรมนัสฯ กับพวก รวม 21 คน กระทำการให้เกิดเหตุร้ายแรงแก่พรรคตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ชัอ 54 (5) ที่วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคลิ้นสุดลงเมื่อพรรคการเมืองมีมติให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยหรือจรรบาบรรณอย่างร้ายแรงหรือมีเหตุร้ายแรงอื่น นั้น เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมกับข้าพเจ้าอย่างยิ่ง โดยมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังนี้
.

  1. ก่อนวันที่ 19 มกราคม 2565 ข้าพเจ้าได้รับทราบจากนายวิวัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ ว่า นายวิรัยฯ ได้ใส่ชื่อของข้าพเจ้าไว้กับคณะของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมผ่า เลขาธิการพรรค ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีการปรับเปลี่ยนระบบของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) 
    .
    ประกอบกับนายวิรัชฯเคยเป็นประธานวิปรัฐบาลทำให้ข้าพเจ้า เข้าใจว่านายวิรัชฯ หมายความว่าจะให้ข้าพเจ้าอยู่ในการดูแลของ ร.อ. ธรรมนัสฯ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้าพเจ้าจึงไม่ได้สงสัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว
    ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2565 มีการส่งข้อความทางไลนให้ข้าพเจ้ามาร่วมประชุมกับ หัวหน้าพรรคที่มูลนิธิป่ารอยต่อ เมื่อข้าพเจ้าไปถึงห้องประชุมที่มูลนิธิป่ารอยต่อปรากฎว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนประมาณยี่สิบคน อยู่ในห้องประชุม
    .
    เมื่อหัวหน้าพรรคเข้ามาในห้องประชุมได้แจ้งว่า ร.อ. ธรรมนัสฯ จะออกจากพรรค โดยจะมีการย้ายไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย และจะให้ พลเอกวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นหัวหน้าพรรค ให้นายอภิชัย เตชะอุบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเลขาชิการพรรค และให้พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณเป็นที่ปรึกษาพรรค โดยจะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐที่เป็นกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัสฯ ที่รวมตัวกันอยู่ในห้องประชุมนั้นย้ายไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทยพร้อมกับ ร.อ. ธรรมนัสฯ ด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่นำใบสมัครสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทยมาให้ข้าพเจ้า และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐที่อยู่ในห้องประชุมลงนาม
    .
    ข้าพเจ้าจึงเพิ่งจะทราบความจริงว่าที่นายวิรัชฯ บอกกับข้าพเจ้าว่านำชื่อข้าพเจ้าไปอยู่กับ ร.อ.ธรรมนัสฯ นั้น แท้จริงแล้วหมายความว่จะให้ข้าพเจ้าย้ายไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทยร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัสฯ นั่นเอง ขณะนั้นมีการอ่านชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐที่ยังไม่มาประชุมซึ่งมีชื่อของ นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ส.ส. กำแพงเพขร ด้วย ข้าพเจ้าจึงเดินออกจากห้องประชุมโดยวางใบสมัครสมาชิกพรรดเศรษฐกิจไทยทิ้งไว้ ไม่นำติดตัวออกมา ช่วงที่เดินออกจากห้องประชุมนั้นข้าพเจ้าพบกับนายอนุชา นาคาศัย และนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส. ของพรรคที่เป็นรัฐมนตรีด้วย ข้าพเจ้าจึงพูดกับคนทั้งสองว่า ข้าพเจ้าไม่ย้ายไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย
    .
    ต่อมาระหว่างที่ข้าพเจ้านั่งรอพบแพทย์มีรายงานข่าวทางโทรทัศน์ว่ที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐมีมติให้ข้าพเจ้าออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเนื่องจากข้าพเจ้าใต้ร่วมกับ ร.อ. ธรรมนัสฯ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎอื่นรวม 21 คน เสนอปรับโครงสร้างพรรคที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อพรรค แต่กลับไม่ปรากฏชื่อของนายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ข้าพเจ้าจึงติดต่อสอบถามกลับมายังที่ประชุมว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นและข้าพเจ้าไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการเสนอปรับโครงสร้วงพรรคใดๆ ของ ร.อ. ธรรมนัสฯ ทั้งสิ้น
    .
    จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่าข้าพเจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมและได้รับความเสียหายจากการกระทำของกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐอย่างชัดแจ้ง จึงขอให้ท่านในฐานะหัวหน้าพรรคและประธานกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐโปรดดำเนินการยกเลิกมติที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคและมติที่ประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐที่มีมติให้ข้าพเจ้าออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐชัอ 54 (6) โดยด่วนที่สุด จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ
    .

ThePOINT #ข่าวการเมือง #สมศักดิ์พันธ์เกษม #บิ๊กป้อม #พลังประชารัฐ #ธรรมนัส