หน้าแรกสุขภาพ“จาก Skin-tellectuals สู่ Inclusive Beauty: ข้าวทิพย์ ชูนามชัย กับวิสัยทัศน์ธุรกิจความงามที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และความเข้าใจมนุษย์”

“จาก Skin-tellectuals สู่ Inclusive Beauty: ข้าวทิพย์ ชูนามชัย กับวิสัยทัศน์ธุรกิจความงามที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และความเข้าใจมนุษย์”

ถอดรหัสไลฟ์สไตล์ความงามยุคใหม่ฉบับ Gen Z สู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และ Inclusive Beauty

ในยุคที่วงการความงามหมุนไวและเต็มไปด้วยการแข่งขัน ข้าวทิพย์ ชูนามชัย ตัวแทนคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ผู้ผสานความรู้เชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง (Cosmetic Science) เข้ากับนวัตกรรมธุรกิจ

Q: ในฐานะคน Gen Z และคนที่เรียนด้านนี้มาโดยตรง มองพฤติกรรมการเลือกซื้อเครื่องสำอางของคนยุคนี้เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

ข้าวทิพย์: พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ Gen Z ยุคนี้ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากแค่แพ็กเกจจิ้งหรือพรีเซนเตอร์อีกต่อไป แต่เรากลายเป็น Skin-tellectuals ที่ตัดสินใจซื้อจากความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ของส่วนผสม เรามองหาความโปร่งใส และผลลัพธ์ที่มีงานวิจัยรองรับค่ะ

โดยศึกษาส่วนผสมเชิงลึก (Active Ingredients) เช่น รู้ว่าถ้าอยากผิวกระจ่างใส ต้องมองหาสารสกัดอะไร อย่าง Thiamidol ที่ให้ผลลัพธ์เหนือกว่าแค่ Vitamin C ทั่วไป หรือรู้ว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้ Hydroquinone เองโดยไม่มีแพทย์ดูแล เราไม่ได้แค่ทาตามคำบอก แต่รู้ว่าสารเคมีทำงานอย่างไรกับผิวค่ะ

Q: แสดงว่าคนยุคนี้แยกแยะได้ชัดเจนระหว่างสกินแคร์กับหัตถการทางการแพทย์?

ข้าวทิพย์: ใช่เลยค่ะ ในฐานะคนที่สนใจทั้ง Cosmetic Science และธุรกิจความงาม ข้าวมองว่า Gen Z แยกออกอย่างชัดเจนว่าปัญหาผิวแบบไหนดูแลได้ด้วยสกินแคร์ และปัญหาแบบไหนที่ต้องพึ่งพา เครื่องมือแพทย์ด้านความงาม (Aesthetic Medical Devices)

เช่น ถ้าเป็นรอยสิวทั่วไป เราเลือกใช้ส่วนผสมที่ตอบโจทย์ได้ แต่ถ้าเป็นปัญหาฝ้าลึก เราก็รู้ว่าต้องพึ่งพานวัตกรรมเลเซอร์หรือสารทางการแพทย์ที่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ ความเข้าใจตรงนี้ทำให้ธุรกิจความงามเติบโตไปพร้อมๆ กันทั้งฝั่งโปรดักต์ที่ใช้ที่บ้านและคลินิกความงาม เพราะผู้บริโภคมีความรู้มากพอที่จะเลือกเครื่องมือให้ถูกกับปัญหาของตัวเองค่ะ

Q: แล้วแบรนด์แบบไหนที่จะชนะใจผู้บริโภค Gen Z ได้ในยุคนี้?

ข้าวทิพย์: แบรนด์ที่มี ความโปร่งใส ค่ะ อย่างแบรนด์อาหารเสริมหรือสกินแคร์ในไทยที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในกลุ่ม Gen Z เช่น แบรนด์ Moleculogy เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เขาชูจุดเด่นเรื่องวิทยาศาสตร์ระดับโมเลกุล มีความจริงใจในการบอกส่วนผสม และให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา

ข้าวมองว่าแบรนด์ที่อยู่รอดคือแบรนด์ที่ไม่ได้มองลูกค้าเป็นแค่ผู้ซื้อ แต่เป็นคนที่แบรนด์ต้องให้ความรู้และส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ การสื่อสารแบบตรงไปตรงมา อธิบายวิทยาศาสตร์ยากๆ ให้เข้าใจง่าย และพิสูจน์ได้จริง คือหัวใจสำคัญของ Business Innovation ในยุคนี้ค่ะ

Q: เห็นว่าคุณข้าวให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘Inclusive Beauty’ มากๆ แนวคิดนี้คืออะไรและสำคัญอย่างไร?

ข้าวทิพย์: ข้าวมองว่าความสวยไม่ควรมีข้อจำกัดค่ะ นวัตกรรมเครื่องสำอางที่ดีควรถูกออกแบบมาให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าเขาจะมีข้อจำกัดทางร่างกายแบบไหนก็ตาม

ข้าวอยากเห็นการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาใช้ทำแพ็กเกจจิ้งแบบ Universal Design ค่ะ เช่น แบรนด์ Rare Beauty ของ Selena Gomez ที่ออกแบบฝาผลิตภัณฑ์ให้เป็นลูกกลมหรือด้ามแบน เพื่อให้คนที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้ออ่อนแรงเปิดใช้งานได้ง่าย หรือแบรนด์ Guide Beauty ที่ทำอายไลเนอร์มีด้ามจับถนัดมือ ลดอาการมือสั่น ทำให้การกรีดตาเป็นเรื่องง่ายขึ้น การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คือการทำธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) อย่างแท้จริงค่ะ

Q: ทิ้งท้ายถึงเป้าหมายหรือความเชื่อในการทำธุรกิจของคุณข้าวสักนิด?

ข้าวทิพย์: ข้าวเชื่อเสมอว่า หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจคือ Service Excellence ซึ่งมันไม่ใช่แค่การบริการที่ดีตอนขายของ แต่มันคือการเข้าใจเพื่อนมนุษย์ เมื่อเราสร้างผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาและคืนความมั่นใจให้กับผู้คนได้ นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าผลกำไรค่ะ เพราะสุดท้ายแล้ว ความงามที่แท้จริงคือความงามที่โอบรับความหลากหลายและสร้างพลังให้กับทุกคนค่ะ 

สามารถติดตาม คุณข้าว ได้ที่ @khao.kc

Must Read

Related News

- Advertisement -