นาย ชูวิทย์ อดีต หัวหน้ารักประเทศไทย โพสต์ ถึง ไอซ์ รักชนก
ม.112 ผลผลิต “ดาวสภา” สู่ “ดาวคุก”
.
ที่ไอซ์กล่าวหาผมว่า “โจมตีพรรคส้ม เพื่อทำให้พรรคน้ำเงินได้ประโยชน์ หรือเพื่อต่อรองคดีที่ถูกพรรคน้ำเงินฟ้อง“
.
หากมัวแต่ยุ่งเรื่องหาเสียง แล้วไม่ได้ดูที่ผมแถลงพูดถึงเรื่องนี้ก็จะบอกให้
.
ทุกคดีที่พรรคน้ำเงินฟ้องผมเมื่อครั้ง “รณรงค์ต่อต้านกัญชาเสรี” ศาลมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” จบมาก่อนแล้วทุกคดี
.
พรรคภูมิใจไทยฟ้องผมทั้งหมด 7 คดี
.
ยกฟ้องยันคดีสุดท้ายจบไปเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ศาลอาญา รัชดา
.
โดยทุกคดีพรรคน้ำเงินไม่มีการยอมความใดๆ ไม่มีการประนีประนอม ไม่มีบุญคุณต้องชดใช้ ต่างคนต่างต่อสู้ในศาลจนสุดทาง
.
ศาลตัดสินยกคำร้องบ้าง ยกฟ้องบ้าง ด้วยเหตุผลว่า
.
“เป็นการวิจารณ์นโยบายของพรรคการเมือง เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ“
.
ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์พรรคส้มจึงไม่ได้เป็นการช่วยให้พรรคน้ำเงินได้ประโยชน์เพื่อแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด
.
กลับกัน พรรคส้มต่างหากที่เป็นคนเอาคะแนน 14 ล้านเสียงที่ประชาชนมอบให้ไปยกให้พรรคน้ำเงินจนเติบใหญ่มาแข่งกับพรรคส้มอย่างทุกวันนี้
.
แต่ผมเป็นคนที่ผ่านอะไรมามาก ไม่ใช่แค่อายุมากเท่านั้น ผมจึงไม่เคยนำเอาเรื่องบ้านเมืองมาปะปนกับเรื่องส่วนตัว
.
ผมรู้จักคุณอนุทิน แม้ต่างอุดมการณ์กัน เห็นไม่ตรงกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า “ความแค้น” จะฝังใจ เพราะเป็นเรื่องการเมือง
.
เมื่อเจอกันยังทักทายได้ กอดได้ ให้กำลังใจกันด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ที่เด็กเพิ่งมีแสงอย่างไอซ์ยากจะเข้าใจ
.
เช่นเดียวกับไอซ์ที่ผมเคยให้กำลังใจเสมอ และไม่เคยว่าร้าย ทั้งๆ ที่ผมกำลังสั่งสอนพรรคส้มอยู่
.
การที่ไอซ์คิดว่าผมโจมตีพรรคส้มเพื่อแลกกับการถอนฟ้องคดี เพราะหากศาลลงโทษผมจะรอลงอาญาไม่ได้
.
ขอบอกให้ทราบว่า คนที่เคยติดคุกติดตะรางมา 3 รอบอย่างผม ยอมรับชะตาชีวิตและรับมือได้
.
แต่ไอซ์ต่างหากที่ในระหว่างหาเสียงอยู่ตอนนี้ ยังต้องต่อสู้กับคดี ม.112 ที่ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกแล้ว 6 ปี
.
อีกไม่นานจะไปถึงศาลฎีกา และจากสิ่งที่ไอซ์โพสต์ย่อมทำให้ศาลมองเจตนาเป็นอื่นไม่ได้
.
บางทีวันหนึ่งไอซ์อาจต้องก้าวเท้าเข้า “ทัณฑสถานหญิงกลาง” ทำให้ไอซ์เริ่มรู้จัก “ชนชั้น“ ในคุก
.
ไม่ต้องนับถือเป็นรุ่นพี่ รุ่นพ่อ ม.ธรรมศาสตร์ แต่เป็นรุ่นพี่ในคุกแน่นอน
.
สำหรับคุกหญิงแน่นกว่าคุกชายมากนัก และคนปากแจ๋วในคุกมียิ่งกว่าไอซ์เยอะ
.
จึงฝากสุภาษิตคุกไว้ให้ระลึก
.
“อยู่ให้เป็น“ (ในคุกหากอยู่ไม่เป็นปากจะมีสีได้)
.
“เย็นให้พอ” (ถึงใจร้อนก็ออกจากคุกไม่ได้)
.
“รอให้ได้“ (รอวันที่ออกมาแต่แสงดับไปแล้ว)
.
บทสรุปของไอซ์มีเส้นทางเดียวกันกับเยาวชน 3 นิ้ว อย่างเพนกวิ้น หรือรุ้ง ที่ต้องหนี หรือหมดสิ้นอิสรภาพ
.
ซึ่งจะเป็นสิ่งเดียวที่ไอซ์โหยหาเช่นเดียวกับนักโทษทุกคน
.
และเริ่มได้คุยกับตัวเองว่า “ผลผลิตของ ม.112” มันคุ้มค่าหรือไม่?
.
สังคมไทยยังเดินหน้าต่อไป ทุกคนยังไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว
.
และไม่กี่วันฟันเฟืองเล็กๆ อย่างไอซ์ก็จะถูกลืม
.
ในที่สุดแสงของ สส. จาก “ดาวสภา“ จะกลายเป็นอดีต ถูกทดแทนกลายเป็น “ดาวคุก”

