นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้ารักประเทศไทย โพสต์ ฟาด ธนาธร และ พรรคส้ม
ขอบคุณรูป จากคุณชูวิทย์
สนิมส้ม เกิดจากเนื้อในส้ม
อุดมการณ์ทางลัด
.
ไม่ใช่พรรคส้มจะเปลี่ยนการเมืองไทย แต่การเมืองไทยได้เปลี่ยนพรรคส้มไปแล้ว
.
นี่ไม่ใช่หาว่าผมพูดโจมตีพรรคส้ม
.
แต่คนพูดคือ “หมอนิว” (กัลยพัชร รจิตโรจน์) ที่ทุ่มเทให้พรรคทั้งแรงกายและแรงใจ
.
หมอนิวพูดว่า
.
“คุณมองตัวเองในกระจกบ้างไหมว่าคุณเปลี่ยนไปแค่ไหน คุณลืมไปแล้วใช่ไหมว่าคุณเข้ามาการเมืองเพื่ออะไร
.
ที่สำคัญ คุณเปลี่ยนมิตรให้เป็นศัตรู ทำให้เราเสียแนวร่วมเรื่อยมา เพราะมีแกนนำท่านหนึ่งพูดว่า ยังไงประชาชนก็ต้องเลือกเรา เพราะเขาไม่มีทางอื่นแล้ว
.
ประชาชนไม่ใช่ของตายค่ะ ดิฉันขอยืนยันตรงนี้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งในวันนี้ ผลการตัดสินอยู่ที่ประชาชนค่ะ”
.
นั่นคือสิ่งที่หมอนิวสะท้อนความรู้สึกถึงพรรคส้ม ในฐานะอดีต ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค
.
แท้จริงแล้ว สนิมที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากใครที่ไหน กลับกลายเป็นสนิมเนื้อในของพรรคส้มเสียเอง
.
เมื่อหมอนิวมาด้วย “อุดมการณ์” ไม่ได้ถูกซื้อมาเหมือนที่พรรคอื่นๆ ทำ
.
จึงก้าวออกไปจากพรรค เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของพรรคส้มที่ไม่สามารถหลีกหนี “สัจธรรม“ ของการเมืองได้
.
ในฐานะที่ผมเคยเป็น
.
”ผู้สนับสนุน“ พรรคส้ม
“โหวตเตอร์” พรรคส้ม
.
ด้อมส้มแก่ (หัวใจหนุ่ม) ที่เคยเชียร์พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล และสะดุดกึกที่ “พรรคประชาชน”
.
พรรคที่ถูกยุบ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อพรรคเท่านั้น “อุดมการณ์“ กลับถูกเปลี่ยนไปพร้อมกับชื่อพรรคเสียด้วย
.
เริ่มต้นจากพรรค “อนาคตใหม่” ที่อุดมการณ์ท้าทายระบบ ด้วยสัญลักษณ์ ชู 3 นิ้ว ยกเลิก ม.112
.
สร้างแกนนำคนรุ่นใหม่ ประสบความสำเร็จได้ ส.ส. 81 คน ในปี 2562
.
แต่แล้ว “บรรดาแกนนำ 3 นิ้ว” ต้องแตกกระเจิง ถูกดำเนินคดีพาเหรดกันขึ้นศาล เข้าคุก สิ้นอิสรภาพ จรลีลี้ภัยไปต่างประเทศ
.
เมื่อถูกยุบพรรคเป็นพรรค “ก้าวไกล“ ปลุกกระแสการเมืองใหม่ด้วยสโลแกน “มีลุง ไม่มีเรา”
.
สร้างวาทกรรมบาดลึก “ทหารมีไว้ทำไม?”
.
อาศัยกระแสคนเบื่อลุงที่ครองอำนาจมา 8 ปี
.
จนคนไทยเฮโลกันลงคะแนนตามกระแส ได้จำนวน ส.ส. หน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกในการเลือกตั้งปี 2566
.
พรรคส้มบวมขึ้น ได้ ส.ส. มากถึง 151 คน
.
แล้วปัจจุบัน พรรคก้าวไกลถูกยุบอีกครั้ง เปลี่ยนชื่อเป็นพรรค “ประชาชน”
.
เหล่า “ชนชั้นบริหาร” ของพรรคส้มนำโดยธนาธร เริ่มใช้ “การเมือง” นำ “อุดมการณ์” ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้
.
ออกสโลแกนสร้างวาทกรรม “มีส้ม ไม่มีเทา”
.
หัวหน้าเท้งสำทับให้นิยามว่า “ไม่ร่วมจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเทา”
.
โดยให้คำจำกัดความของพรรคเทาว่า
.
“พรรคไหนที่ไม่ประกาศให้ชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับใครตั้งแต่ประชาชนยังไม่เข้าคูหา พรรคที่บอกเก็บไว้ก่อน เคารพเสียงประชาชน ไว้หลังเลือกตั้งค่อยว่ากัน“
.
นั่นแหละคือ “พรรคเทา”
.
และยกระดับพรรคส้มขึ้นเป็น “พระเอกผู้ปราบเทา“ ผลักไสไล่พรรคอื่นเป็น “ผู้ร้ายสีเทา”
.
เพื่อให้ประชาชนต้องเลือก พระเอก มากกว่า ผู้ร้าย อยู่แล้ว
.
เป้าหมายอุดมการณ์มุ่งตรงไปที่ ”ต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า“ เท่านั้น
.
โดยเลือกพรรคส้มให้เกิน 250 ที่นั่ง เป็นพระเอกพรรคเดียวเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ให้มีพรรคผู้ร้ายสีเทามาผสม
.
พรรคส้มบีบเส้นทางตัวเองเพื่อเข้าสู่วงจรอำนาจ
.
ด้วยการ กีดกัน แย่งชิง ผูกขาดตัดตอน ริดรอนสิทธิของพรรคอื่นๆ เหมาว่าเป็นเทา เป็นพรรคการเมืองแบบเก่า
.
วลีของธนาธรที่ชี้ว่า ”พรรคอื่นได้เป็นรัฐบาลหมดแล้ว เหลือพรรคส้มที่ยังไม่เคยได้เป็นรัฐบาลอยู่พรรคเดียว จึงสมควรจะให้โอกาสพรรรคส้ม“
.
กลายเป็นว่าบัดนี้ ธนาธรต้องใช้ “อุดมการณ์ทางลัด“ แทนอุดมการณ์ที่แท้จริงในยุคเริ่มต้น
.
สะท้อนออกมาอย่างแจ่มชัดในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้
.
อุดมการณ์ของพรรคส้มโบยบินไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไป
.
การตกขบวนแล้วขบวนเล่า พรรคส้มไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียที ไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ให้โอกาสพรรคส้ม
.
คะแนนมากถึง 14 ล้านเสียง ได้จำนวน ส.ส. มากสุดเป็นอันดับหนึ่ง
.
มันเป็นการไม่ให้โอกาสพรรคส้มของธนาธรตรงไหน?
.
ทั้งที่ประชาชนมีหน้าที่แค่ไปกาบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น
.
ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพรรคส้ม หรือธนาธร ในการแย่งชิงอำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตยหลังผลคะแนนออก
.
เพียงแต่ธนาธร และพรรคส้มทำไม่ได้เอง
.
ยิ่งในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคส้มกลับบีบเส้นทางของตัวเองให้แคบลงไปอีก
.
ด้วยบทที่ตั้งตัวเองเป็น ”พระเอก“ คนเดียว และพรรคอื่นเป็นผู้ร้ายเสียหมด
.
เมื่อกาลเวลาผ่านมา ทำให้เรามองเห็นแล้วว่า
.
”บรรดาหนุ่มสาวก้าวออกมาเผชิญโลกกว้าง ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปในสิ่งที่ตัวเองฝัน
.
เวลาผ่านไป หนุ่มสาวเหล่านั้นได้พบกับความจริงที่ว่า
.

