หน้าแรกข่าวเด่นระวังเตะหมูเข้าปากหมา! "เนเน่" เตือนสติฝ่ายขวา ปั่นโหวตไม่ลืมหูลืมตา ทำส้มผงาดชนะกทม. ซ้ำรอย

ระวังเตะหมูเข้าปากหมา! “เนเน่” เตือนสติฝ่ายขวา ปั่นโหวตไม่ลืมหูลืมตา ทำส้มผงาดชนะกทม. ซ้ำรอย

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2568 เนเน่ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความระบุว่า


ข้อควรระวังในการรณรงค์ “เลือกแบบยุทธศาสตร์” ในบริบทการเมืองไทย

.

เนเน่แค่พยายามมองและวิเคราะห์จากข้อมูลตัวเลข สถิติ รวมถึงเหตุผลตามหลักตรรกะ หากมีมุมไหนที่มองไม่ครบถ้วน ก็ยินดีรับฟังคำแนะนำด้วยความเคารพเสมอค่ะ

.

การชวนประชาชนให้ #เลือกแบบยุทธศาสตร์ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะถ้าเรามองการเมืองไม่รอบด้าน ไม่เข้าใจความซับซ้อนของบริบทในแต่ละพื้นที่ ยุทธศาสตร์ที่คิดว่าดี อาจกลายเป็นการเปิดทางให้พรรคที่เราไม่ได้ตั้งใจสนับสนุนได้เปรียบโดยไม่รู้ตัว หรือที่คนไทยเรียกกันว่า #เตะหมูเข้าปากหมา แบบไม่เจตนา

.

หากยกกรณีกรุงเทพมหานครขึ้นมาพิจารณา การรณรงค์โหวตเชิงยุทธศาสตร์จำเป็นต้องตั้งคำถามพื้นฐานให้ชัดก่อนว่า พรรคที่คุณชวนให้คนโหวตนั้น มีศักยภาพมากพอจริงหรือไม่ที่จะชนะพรรคส้มอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ชนะในความรู้สึก หรือชนะจากอคติทางการเมืองส่วนตัว

.

.

บริบทปี 2566 : โหวตแบบยุทธศาสตร์ที่ “ไม่ได้ผล”

.

ย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้งปี 2566 จะเห็นภาพค่อนข้างชัดว่า ในหลายเขตของกรุงเทพฯ กระแส “พิธาฟีเวอร์” ทำให้พรรคส้มได้คะแนนนำแบบขาดลอย จนถึงขั้นที่คะแนนของพรรคอันดับ 2 ถึงอันดับ 8 รวมกัน ยังไม่สามารถเอาชนะพรรคอันดับ 1 ได้เลย ขณะเดียวกัน พรรคฝั่งอนุรักษ์นิยมที่ได้แรงหนุนจากกระแสลุงตู่ในช่วงนั้น แม้จะได้อันดับสอง แต่คะแนนก็ยังตามหลังพรรคส้มมากกว่าครึ่ง

.

ส่วนพรรคสีฟ้า ซึ่งเคยมีฐานเสียงในกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน กลับอยู่ในช่วงที่ประชาชนเสื่อมศรัทธา ทำให้คะแนนตกลงอย่างเห็นได้ชัดในการเลือกตั้งปี 66 เช่นเดียวกับพรรคน้ำเงินที่มีคะแนนไม่สูงเช่นกัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า พรรคสีฟ้าและพรรคน้ำเงินในปี 66 ไม่ได้เป็นตัวแปรสำคัญที่ไปแย่งคะแนนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม และก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้พรรคส้มชนะ

.

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การเรียกร้องให้ “โหวตแบบยุทธศาสตร์” โดยใช้ตรรกะเดียวกับปี 66 อาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางตัวเลขเท่าที่ควร

.

.

บริบทปี 2569 : เงื่อนไขเปลี่ยน แต่ต้องคิดให้รอบกว่าเดิม

.

เมื่อมองมาที่การเลือกตั้งปี 2569 จะเห็นว่าหลายปัจจัยเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกระแสของพรรคส้ม ซึ่งนักวิชาการจำนวนมากมองตรงกันว่า ความนิยมในกรุงเทพฯ อาจไม่สูงเท่ากับปี 66 อีกแล้ว ด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ เช่น

.

1. กระแสของพรรคส้มไม่ได้อยู่ในระดับ “พิธาฟีเวอร์” เหมือนเดิม

2. พรรคสีฟ้ามีการปรับภาพลักษณ์ใหม่ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำ ซึ่งมีฐานผู้สนับสนุนในกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน

3. พรรคน้ำเงินได้รับคะแนนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมจำนวนมากที่เคยสนับสนุนลุงตู่

4. พรรคสีแดงมีความนิยมลดลงจากการบริหารประเทศในช่วงที่ผ่านมา แต่ฐานเสียงหลักยังคงเหนียวแน่น ทำให้คะแนนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

.

เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน จะเห็นว่า หากการรณรงค์โหวตยุทธศาสตร์ในปี 2569 ขาดการคิดเชิงโครงสร้างและมองภาพรวมให้รอบด้าน ก็อาจกลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคส้มกลับมาชนะ เป็นการผิดพลาด ซ้ำแบบปี 66 ได้อีกครั้ง

.

เหตุผลสำคัญคือ ต่อให้รวมคะแนนของฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้มากเท่ากับช่วงกระแสลุงตู่ในปี 66 ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะคะแนนของพรรคส้ม …เว้นแต่ผู้ที่เคยเลือกพรรคส้มในปี 66 จะเปลี่ยนใจมาเลือกพรรคน้ำเงิน ซึ่ง คงพอจะมีความเป็นไปได้ แต่น้อยมาก เนื่องจากความแตกต่างทางอุดมการณ์ระหว่างเสรีนิยมสุดโต่งกับชาตินิยมอนุรักษ์นิยม

.

.

พรรคสีฟ้า : ตัวแปรสำคัญในพื้นที่ทับซ้อนกับพรรคส้ม

.

หากมองอย่างเป็นธรรมและไม่ยึดติดกับอคติ พรรคที่มีศักยภาพในการดึงคะแนนจากผู้ที่เคยเลือกพรรคส้มในปี 66 ได้มากที่สุด กลับเป็นพรรคสีฟ้า

เพราะเป็นพรรคที่รองรับผู้มีความคิดหลากหลาย ทั้ง…

.

• กลุ่มอนุรักษ์นิยม

• กลุ่มเสรีนิยมสายกลาง

• ประชาชนที่เบื่อการเมืองแบบเดิมที่ขาดความจริงใจ

• ผู้ที่ไม่พอใจกับการเมืองที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน

• ผู้ที่ต่อต้านการเมืองที่พัวพันกับทุนเทา

• รวมถึงฐานเสียงเดิมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

.

ด้วยเหตุนี้ พรรคสีฟ้าจึงเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ในการแย่งจำนวน ส.ส. ในเขตพื้นที่ทับซ้อนกับพรรคส้มในกรุงเทพฯ ได้มากกว่าพรรคน้ำเงิน และอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยเปิดทางให้พรรคน้ำเงินมีโอกาสขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งในภาพรวมได้

#บทสรุป

.

การมองการเมืองควรตั้งอยู่บนข้อมูลและการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน มากกว่าความรู้สึกส่วนตัว เพื่อไม่ให้ความหวังดีของเรา กลายเป็นการเปิดทางให้พรรคที่เราไม่ได้ตั้งใจสนับสนุนได้เปรียบโดยไม่รู้ตัว หรือ “เตะหมูเข้าปากหมา”

.

ในทางปฏิบัติ การทำให้พรรคที่คุณสนับสนุนชนะ อาจไม่ใช่แค่การพูดถึงคำว่า “โหวตแบบยุทธศาสตร์” แต่คือการลงมือทำงานอย่างจริงจัง เพื่อชนะใจประชาชนที่เคยเลือกผู้ชนะในปี 2566 ให้หันกลับมาเลือกพรรคของคุณให้ได้มากที่สุด

.

ดังนั้น คำว่า “ยุทธศาสตร์” จึงต้องมาพร้อมความเข้าใจข้อเท็จจริง ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และการยอมรับตรรกะทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาเสมอค่ะ

_____________

ที่มา https://www.facebook.com/share/p/1AoxyHeoRM/?mibextid=wwXIfr

#Newsthepoint

#เนเน่รัดเกล้า #ประชาธิปัตย์ #โหวตยุทธศาสตร์ #พรรคส้ม

Must Read

Related News

- Advertisement -