สนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2569 เริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแต่ละพรรคการเมืองเริ่มหงายการ์ดเปิดตัวผู้สมัคร และหนึ่งในแคนดิเดตที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการคือ “เจมส์ – อนุชา บูรพชัยศรี” อดีต สส.กทม. และอดีตโฆษกรัฐบาลยุคพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตัดสินใจหวนคืนสู่บ้านหลังเก่าอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” เพื่อลงสู้ศึกชิงเก้าอี้พ่อเมืองในครั้งนี้
การกลับมาของนักการเมืองรุ่นใหญ่คนนี้พกมาทั้งประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และวิสัยทัศน์ใหม่ที่พร้อมจะพิสูจน์ตัวเองว่า เขาคือคำตอบที่ใช่สำหรับคนกรุงหรือไม่
โปรไฟล์การศึกษาดีกรีต่างประเทศ
นายอนุชา บูรพชัยศรี เกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2510 (ปัจจุบันอายุ 59 ปี) มีประวัติการศึกษาที่โดดเด่นทั้งในและต่างประเทศ ดังนี้:
- มัธยมศึกษาตอนต้น: โรงเรียนอัสสัมชัญ (เพื่อนร่วมรุ่นของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี)
- มัธยมศึกษาตอนปลาย: วิทยาลัยเซเครทฮาร์ท (Sacred Heart College) ประเทศออสเตรเลีย
- ปริญญาตรี: คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยอเดเลด (University of Adelaide) ประเทศออสเตรเลีย
- ปริญญาโท (ใบที่ 1): คณะวิทยาศาสตร์ สาขาพลังงานและการเผาไหม้ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ (University of Leeds) ประเทศอังกฤษ
- ปริญญาโท (ใบที่ 2): ด้านบริหารธุรกิจ (MBA) สาขาการเงินและการตลาด จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติการทำงานและการเมือง
เส้นทางการเมืองของอนุชาเริ่มต้นและเติบโตมาจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยผ่านประสบการณ์ทั้งงานนิติบัญญัติและงานบริหารมาอย่างโชกโชน รวมถึงการย้ายสังกัดพรรคเพื่อเรียนรู้งานในหลายมิติ
1. ยุคเริ่มต้นกับประชาธิปัตย์ (สส.กทม. 2 สมัย)
เข้าสู่สนามการเมืองครั้งแรกกับพรรคประชาธิปัตย์ และจับมือชนะเลือกตั้งเป็น สส.กทม. ในระบบเรียงเบอร์ร่วมกับทีมคนดังอย่าง นายกรณ์ จาติกวณิช และนายสมเกียรติ ฉันทวานิช จากนั้นสามารถรักษาเก้าอี้ สส.กทม. ได้อีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2554 ส่วนในปี 2562 ได้ลงสมัครในนามพรรคเดิมแต่พลาดเป้าไป
2. บทบาทเด่นในรัฐบาลส่วนกลาง (พลังประชารัฐ & รวมไทยสร้างชาติ)
หลังจากนั้นเขาตัดสินใจย้ายค่ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ โดยเริ่มต้นจากตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ยุคณัฏพล ทีปสุวรรณ) ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญเป็น “โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” และขยับขึ้นเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งบทบาทนี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักสื่อสารการเมืองที่สุขุม
ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2566 ได้ย้ายไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และได้เลื่อนลำดับขึ้นมาเป็น สส. บัญชีรายชื่อแทน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ลาออกไป
3. จุดเปลี่ยนสู่พรรคภูมิใจไทย และการหวนคืนบ้านเก่า
ในการเลือกตั้งปี 2569 นายอนุชาได้ย้ายไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยช่วงสั้นๆ ก่อนจะตัดสินใจลาออกเพื่อเดินทางกลับสู่พรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ เพื่อรับภารกิจใหญ่ในการเป็นตัวจริงลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.
สู้ศึก กทม. ด้วยแนวคิด “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more”
หลังจากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายอนุชายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในแง่ของคะแนนนิยมและพื้นที่ในปัจจุบันเขาอาจจะเริ่มต้นจากความเป็น “มวยรอง” แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นลดลง ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึก “ไฟลุกในใจ” และพร้อมนำประสบการณ์ทั้งหมดมาแก้ปัญหาให้คนกรุง
การลงพื้นที่ครั้งนี้เขาไม่ได้มาตัวคนเดียว แต่มาพร้อมทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต ภายใต้แคมเปญ “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more” (เมืองที่สามารถเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่) ชูยุทธศาสตร์หลัก “3 ส.” ประกอบด้วย
- สะดวก: ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทางที่เป็นหัวใจหลักของชีวิตประจำวัน
- สะอาด: จัดการปัญหาขยะ ฝุ่นละออง PM 2.5 ปรับปรุงทางเท้า และบริหารงานด้วยความโปร่งใส
- สบาย: เติมเต็มความสุขด้านบริการสาธารณสุข การศึกษา และโอกาสในการทำมาหากิน เพื่อให้คนกรุงเทพฯ มีรอยยิ้มที่กว้างขึ้นกว่าเดิม
ก้าวต่อไปหลังจากนี้: นายอนุชาเตรียมลุยพื้นที่ให้ครบทั้ง 50 เขตเพื่อนำเสนอนโยบายหลัก 5 ข้อ ควบคู่ไปกับการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จริง
การลงสนามของ อนุชา บูรพชัยศรี ในนามพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้งท้องถิ่นธรรมดา แต่เป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของตัวเขาเอง และเป็นสนามวัดพลังของพรรคการเมืองใหญ่ที่อาจส่งแรงกระเพื่อมชี้วัดทิศทางการเมืองไทยในอนาคต
_____________
#Newsthepoint
#อนุชาบูรพชัยศรี #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69 #กรุงเทพเมืองฟ้าอมรandmore #พรรคประชาธิปัตย์

