หน้าแรกข่าวเด่นเปิดแผนทีมไทยแลนด์! ‘อนุทิน’ สั่งลุยสู้ศึกฮอร์มุซ "พลังงาน-ปากท้อง-ส่งออก" เชื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

เปิดแผนทีมไทยแลนด์! ‘อนุทิน’ สั่งลุยสู้ศึกฮอร์มุซ “พลังงาน-ปากท้อง-ส่งออก” เชื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ โดยมีการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ทั่วโลกตกอยู่ในความตึงเครียดว่าความขัดแย้งนี้จะขยายตัวเป็นสงครามวงกว้างหรือไม่ จุดที่น่ากังวลที่สุดคือคำประกาศของอิหร่านที่จะโจมตีเรือทุกลำใน ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าและพลังงานของโลก

สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 7-8 แสนบาร์เรลต่อวัน ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมด่วนเพื่อประเมินสถานการณ์และวางมาตรการรับมือในทุกมิติ (4 มี.ค.) โดยเน้นย้ำว่า “ไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและพร้อมแอ็กชันทันที”

นายกรัฐมนตรีประชุมร่วม “ทีมไทยแลนด์” ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อคนไทยและภาคธุรกิจไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน การค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าครองชีพ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่น

นายกฯ ยอมรับว่า ต้นทุนการขนส่งสินค้าและราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปริมาณการผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกค่อนข้างมาก จึงคาดว่าผลกระทบด้านราคาจะเกิดขึ้นในระดับจำกัด

“ขอให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ทุกฝ่ายพยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์ ไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลจะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว”

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเมินสถานการณ์ด้วยความกังวลว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจกระทบต่อความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกด้วย โดยยืนยันว่าไทยจะยึดแนวทางสันติวิธี ใช้การเจรจาทางการทูตเป็นหลัก เพราะต้องการเห็นความสงบและเสถียรภาพในภูมิภาค

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ปัจจุบันมีแรงงานไทยในตะวันออกกลางมากกว่า 100,000 คน โดยมีผู้แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทยประมาณ 40 คน เบื้องต้นวางแผนให้เดินทางทางบกไปยังชายแดนตุรกี ก่อนต่อเครื่องบินพาณิชย์กลับไทยต่อไป

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางใน 5 มิติหลัก ดังนี้

1. พลังงาน
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นระยะสั้นประมาณ 5% จากเดิมคาด 10% เนื่องจากตลาดยังมีอุปทานส่วนเกินสูง กระทรวงพลังงานเตรียมมาตรการรองรับแล้ว ทั้งการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลผลกระทบระยะสั้น และมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอราว 60 วัน พร้อมจัดหาแหล่งนำเข้าใหม่ได้ทันเวลา มั่นใจไม่กระทบประชาชน

2. การค้าและบริการ
ผลกระทบทางตรงจำกัด เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึง 4% และนำเข้า 8% (ส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน) แต่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบทางอ้อม

3. การท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นเพียง 4% ของตลาดรวม จึงคาดว่าผลกระทบระยะสั้นจำกัด และอาจเป็นโอกาสดึงนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยในระยะยาว

4. ตลาดทุน
ภาวะสงครามทำให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ และเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยปรับลดเพียงราว 2% เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ถือว่าอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังรองรับความผันผวนได้

5. แรงงาน
กระทรวงแรงงานประสานเอกชนใกล้ชิด วางกลยุทธ์รับมือการเปลี่ยนแปลง พร้อมเดินหน้าพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทั้งด้านการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร โดยยึดจุดยืนความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ

ด้านเงินเฟ้อ ไทยยังไม่มีแรงกดดันรุนแรงเหมือนหลายประเทศ แต่ต้องติดตามใกล้ชิด หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน อาจกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง จึงต้องเตรียมมาตรการเสริม

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ผลกระทบต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการค้ากับประเทศคู่ขัดแย้งมีไม่มาก โดยการส่งออกไปอิสราเอลอยู่ที่ 0.2% และอิหร่าน 0.02% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ต้องเฝ้าระวังภาพรวมตลาดตะวันออกกลาง (4-5%) และต้นทุนขนส่งทางเรือที่อาจเพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์เตรียม 6 มาตรการ ได้แก่

  1. ควบคุมราคาสินค้าในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา
  2. หาแหล่งวัตถุดิบและพลังงานสำรอง
  3. ตั้งศูนย์เฉพาะกิจและสายด่วน 1169 ให้คำปรึกษาผู้ส่งออก
  4. ประสานผู้ให้บริการขนส่งทางเรือ
  5. ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก
  6. ร่วมวิเคราะห์ผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพกับสภาพัฒน์

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินว่า หากความขัดแย้งยุติภายใน 1 เดือน ราคาน้ำมันอาจอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้จีดีพีไทยปี 2568 โตได้ 1.6% จากฐานเดิม 2% แต่หากยืดเยื้อและกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 115-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้จีดีพีโตเพียง 1.3%

เอกชนหนุน “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส”

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่า ผลกระทบระยะสั้นอาจจำกัด แต่ไทยควรใช้จังหวะนี้ขยายโอกาส โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศอ่าวอาหรับให้ความสำคัญ และไทยมีศักยภาพสูง รวมถึงแนวโน้มย้ายฐานการผลิตมายังไทยมากขึ้น

โดยสรุป ภาครัฐและเอกชนเห็นพ้องว่า แม้สถานการณ์โลกมีความผันผวน แต่เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง และอาจเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

_____________

#Newsthepoint

#อนุทินชาญวีรกูล #สงคราม #รัฐบาลอนุทิน #ช่องแคบฮอร์มุซ

Must Read

Related News

- Advertisement -