โดยเฉพาะในภาคตะวันออก และภาคอีสาน
ช่วงโค้งสุดท้ายของสนามเลือกตั้ง หลายคนเริ่มสังเกตว่า
แม้พรรคสีแดงจะไม่ได้สร้างกระแสโซเชียลหวือหวาเหมือนบางพรรค
แต่คะแนนภาคสนามกลับ “ขยับขึ้นเงียบ ๆ” โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคตะวันออก
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่มาจากปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์หลายด้าน
1) “อ.เชน” กระแสดี กระตุ้นฐานเสียงเดิมให้ตื่นตัว
การขยับบทบาทของ อ.เชน ทำให้ฐานแฟนพรรคเดิม
โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่และเครือข่ายท้องถิ่น
เริ่ม “กลับมารวมตัว” มากขึ้น
จุดสำคัญไม่ใช่แค่ตัวบุคคล
แต่คือการส่งสัญญาณว่า
พรรคยังมีแกนนำที่สื่อสารกับมวลชนได้ และปลุกฐานเสียงเก่าได้จริง
2) คู่แข่งไม่โจมตี “คลิปอังเคิล” มาก ทำให้กระแสไม่ถูกขยายลบ
ในช่วงที่โซเชียลร้อนแรง
หลายพรรคเลือก “ไม่ขยายประเด็นคลิปอังเคิล” แบบจริงจัง
ผลคือ
กระแสลบไม่ถูกปั่นต่อ
ข่าวไม่ไหลข้ามฟองสบู่
และไม่ลุกลามไปถึงฐานชนบท
สำหรับพรรคสีแดง นี่คือ “โชคทางจังหวะเกม”
3) เครือข่ายท้องถิ่นยังแข็ง โดยเฉพาะอีสาน
พรรคสีแดงยังได้เปรียบเรื่อง
• อบต.
• กลุ่มผู้นำชุมชน
• เครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น
ในภาคอีสานและตะวันออก
การเมืองไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยโซเชียลอย่างเดียว
แต่ขับเคลื่อนด้วย “คนคุ้นหน้า” และ “สายสัมพันธ์พื้นที่”
จุดนี้พรรคสีแดงยังถือไพ่เหนือกว่า
4) โหมด “เงียบแต่ลงพื้นที่” ได้ผลกับชนบทมากกว่าโหมดไวรัล
ขณะที่บางพรรคทุ่มเกมออนไลน์
พรรคสีแดงเลือกใช้วิธีคลาสสิก
• ลงพื้นที่
• พบกลุ่มชุมชน
• เจาะฐานหัวคะแนน
ในชนบท วิธีนี้ยังได้ผลมากกว่าแคมเปญดิจิทัล
เพราะความเชื่อใจเกิดจากการเจอตัวจริง
5) ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากเริ่มโฟกัส “ปากท้อง” มากกว่าอุดมการณ์
ในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว
คนจำนวนมากในอีสานและตะวันออก
สนใจเรื่อง
• รายได้
• ราคาพืชผล
• ค่าครองชีพ
มากกว่าเรื่องการเมืองเชิงอุดมการณ์
พรรคสีแดงมีภาพจำเรื่อง “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก”
ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มนี้โดยตรง
⸻
สรุป
พรรคสีแดงอาจไม่ดังในโซเชียล
แต่กำลัง “สะสมคะแนนภาคสนาม” อย่างเงียบ ๆ
อ.เชนช่วยปลุกฐาน
คู่แข่งไม่ขยายดราม่า
เครือข่ายพื้นที่ยังแน่น
และปากท้องกลับมาเป็นประเด็นหลัก
ทั้งหมดนี้ ทำให้โค้งสุดท้าย
ภาคอีสานและตะวันออก
กลายเป็นพื้นที่ที่พรรคสีแดง “มีลุ้นจริง
ขอบคุณรูป พรรคเพื่อไทย

