จากกรณี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ประกาศนโยบาย รวยทุกวันเงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท และท่านมีโอกาสทุกวัน โดยผู้ได้รับสิทธิ์วันละ 9 คน ซึ่งเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ม.ค.69 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความส่วนหนึ่ง ระบุว่า
นโยบาย “รวยทุกวัน เงินล้าน วันละ 9 คน” “ไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจ”
1. นโยบายที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือการให้สวัสดิการแบบให้เปล่า มักเผชิญกับความเสี่ยงต่อการสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเงินที่นำมาใช้ในนโยบายนี้ อาจทำให้งบประมาณในส่วนที่จำเป็นอื่นๆ ถูกลดทอนลง
2. นโยบายประชานิยมที่เข้มข้นเกินไปอาจลดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะหรือการพึ่งพาตนเองของประชาชนในระยะยาว
3. เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมการเสี่ยงโชค แทนที่รัฐจะเน้นเรื่องการทำงานและสวัสดิการที่มั่นคง การใช้รางวัล 1 ล้านบาทเป็นตัวดึงดูดอาจทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐกลายเป็น “เจ้ามือหวย” รายใหม่
4. นโยบายนี้ไม่สนับสนุน productive behavior เช่น
• การเพิ่มทักษะ
• การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
• การลงทุนของ SME อย่างยั่งยืน
แต่มุ่งกระตุ้น การบริโภค + การลุ้นโชค
ซึ่งในระยะยาว ไม่ได้สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่
5. ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ สร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาส
“ใครคือคนที่มีโอกาสได้รางวัล?”
นี่คือ แต้มต่อของคนเมือง คนที่จับจ่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านค้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะเข้าถึงใบเสร็จได้ง่ายกว่า ในขณะที่ ชาวบ้านในชนบทที่ซื้อของจาก “ร้านโชห่วย” หรือ “ตลาดนัด” ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินอย่างเป็นทางการ จะเสียสิทธิในส่วนนี้ทันที กลายเป็นการซ้ำเติมร้านค้าขนาดเล็กให้แข่งขันยากขึ้นไปอีก หากผู้บริโภคหนีไปซื้อของในห้างเพื่อหวังรางวัลล้านบาท
6. ความเสี่ยงด้านข้อมูล (Data Governance)
รัฐได้ Big Data จริง
แต่คำถามคือ
• ใครเป็นเจ้าของข้อมูล?
• ใช้เพื่ออะไรบ้าง?
• ป้องกันการใช้เชิงการเมืองหรือไม่?
ในประเทศที่สถาบันอ่อน
Big Data ≠ Smart Government
แต่อาจกลายเป็น Surveillance Capitalism (ทุนนิยมสอดแนม) ของรัฐ
ทุนนิยมสอดแนม คือระบบเศรษฐกิจที่บรรษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เก็บรวบรวม ข้อมูลพฤติกรรมส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน (เช่น การคลิก การค้นหา ตำแหน่งที่ตั้ง) โดยมักไม่ได้รับความยินยอมโดยตรง เพื่อนำมาวิเคราะห์และทำนายพฤติกรรมในอนาคต แล้วนำไปขายให้ผู้โฆษณาเพื่อสร้างกำไร โดยมีจุดประสงค์หลักคือการควบคุมพฤติกรรมผู้ใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดทางธุรกิจ
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า “อย่าติดกับดักแห่งการสร้างฝันของนักการเมือง ใกล้วันเลือกตั้ง นโยบายแจกเงินสร้างฝันให้แก่ประชาชน เริ่มมีมากขึ้น วันนี้ แจกเงินสดวันละล้าน พรุ่งนี้ อาจแจกทองทุกชั่วโมง ๆ ละ บาท เหตุผลให้ดูดีแล้วแต่จะสรรหา เช่น เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาประเทศ บลา บลา บลา บลา แต่แท้จริง คือ ต้องการคะแนนเสียงโดยไม่ต้องควักเงินจากกระเป๋าตัวเอง ตัวเลข 1 ล้าน ดูมากกว่า 10,000 ขนาดแจกเงินหมื่นยังฮือฮา นี่แจกกันเป็นล้าน ไม่ตลาดแตกก็ให้รู้ไป หากคิดในด้านค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องเสีย วันละ 9 คน ๆ ละล้าน เอา 9 ล้านคูณ 365 วัน ก็แค่ 3,285 ล้านบาท ไม่ถึงเสี้ยวของดิจิทัลวอลเล็ตที่แจกไปแล้ว 185,000 ล้านบาท
แต่หากคนไทยรู้จักคิดในเชิงความน่าจะเป็น 1 ปี จะมีคนไทย 1 คน ใน 15,000 คนเท่านั้นที่ได้ และ ต้องใช้เวลา 15,000 ปี กว่าที่ทุกคนจะได้ หรือต้องรอประมาณเกือบ 200 ชั่วคน นโยบายแบบนี้จึงฮือฮาด้วยตัวเลขใหญ่โต แต่ซ่อนเร้นด้วยโอกาสเท่าฝุ่นผงเวลาเราจะลงบัตร จึงไม่ควรเห็นแก่นโยบายนี้เพียงเรื่องเดียว ควรพิจารณานโยบายเรื่องอื่น ๆ รวมถึง ประสบการณ์ ความสามารถและผลงานตามสัญญาในอดีตประกอบด้วย หากจะเอาเรื่องนี้มาประกอบการตัดสินใจก็ไว้เป็นหนึ่งฝุ่นผงของภาพรวมทั้งหมดก็ไม่ขัด”
เช่นเดียวกันกับ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครสส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และแคนดิเดตนายกฯ โพสต์ข้อความ ระบุว่า ‘เช็คช่วยชาติ‘ ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่มีข้อสรุปไปนานแล้วในแง่ผลบวกต่อการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2552 เป็นโครงการที่ได้ผลชัดเจนและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับรางวัล Global Finance Minister of the Year แต่วันนี้ มีคนตั้งคำถามว่า ทำไม ‘เช็คช่วยชาติ‘ เราทำได้ มีอะไรต่างกับที่เพื่อไทยหาเสียงสุ่มแจกเงินล้านทุกวัน เห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามโต้กลับแบบไม่ทำการบ้านมาเลย
เมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล เราเข้ามาพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ลามมาจากสหรัฐฯ เรียกว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เราเข้ามารับช่วงต่อจากรัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ด้วยสภาวะเงินคงคลัง “ติดลบ” หน่วยงานราชการรายงานว่า ไทยเสี่ยงถึงขั้นต้องถูก Shutdown หรือศัพท์เทคนิคคือ หาเงินปิดหีบเงินคงคลังได้ไม่พอ
ตอนนั้น เราออกหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงเช็คมูลค่า 2,000 บาท ให้กับผู้มีรายได้ตํ่ากว่า 15,000/เดือน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม มีผู้ได้รับเช็คกว่า 10 ล้านคน ส่วนนโยบายสุ่มแจกของเพื่อไทย ผู้ได้เงินล้านอาศัย ‘ดวง’ (หรืออะไรก็แล้วแต่) โดยที่จะมีคนไทยเพียง 3,285 คน ที่จะได้รับเงิน หรือคิดเป็น 0.005% ของประชากร ซึ่งในกลุ่มนี้ไม่ได้มีการแยกแยะว่าจะเป็นคนรวยหรือจน ไม่ได้แยกแยะว่าใครเดือดร้อน ใครรวยอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความโปร่งใสว่า วิธีการสุ่มจะทำอย่างไร ชาวบ้านตาดำๆ จะมีโอกาสได้รางวัลจริงหรือไม่
#เช็คช่วยชาติ ”ไม่เคยเป็นนโยบายที่ประกาศออกมาเพื่อการหาเสียง” เราคิดนโยบายนี้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า (เช่นเดียวกับ ‘คนละครึ่ง‘ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์) แต่ของพรรคเพื่อไทย เป็นการประกาศออกมาช่วงหาเสียงเพื่อหวังคะแนนนิยมโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาไม่นานก็เคยประกาศแจกเงินดิจิตัล 10,000 บาท แล้วก็ทำไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีการศึกษาหาข้อมูลมาก่อนที่จะเอามาหาเสียงเลยว่า ในทางปฏิบัติ สามารถทำได้จริงหรือไม่
ผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนั้น ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดความสะพัด เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจจริงจนสิ้นปีกลับมาเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 7.5% ปั๊มหัวใจให้ชาวบ้านค้าขายคล่องขึ้น
เรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลก และผมต้องขอเรียนว่า Big Data จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าอยู่ในมือของคนที่คิดวิเคราะห์อะไรไม่เป็น
_____________
ที่มา :
- https://www.facebook.com/share/p/1AEBRaiuaU/
- https://www.facebook.com/share/p/17rfD2Duao/
- https://www.facebook.com/share/p/1KVmUPrJKv/
#Newsthepoint
#เพื่อไทย #แจกเงินล้านวันละ9คน #เลือกตั้ง69
#นโยบายแจกเงิน

