ชูวิทย์โพสต์ เฟสบุ๊กถึง พิธา และพรรคส้ม
30 วันอันตราย คำขอโทษที่สายไป
.
นักการเมืองไม่พักหาเสียง ยัดเยียดนโยบายสารพัดโยนใส่ประชาชน
.
นำเสนอขายโดยมี “เซลล์แมน” เดินเร่ตามตลาดบ้าง ตระเวนรถบ้าง หรือโฆษณาในโลกโซเชียลบ้าง (นอกนั้นไม่เคยเห็นหัวตามเคย)
.
เอามาผสมรวมทุกอย่างเป็น ”เกาเหลา“ หม้อใหญ่
.
บางพรรคนโยบายก็เป็น ”ส้มตำ“ แบบไทยๆ
.
บางพรรคลอกไอเดียฝรั่งมังค่ามานำเสนอเสมือน ”พิซซ่า“
.
ประชาชนอย่างพวกเกล้ากระผมได้แต่ ”ดูและดม“ หรือทำได้แค่ชิมแล้วบ้วนทิ้ง
.
เพราะเลือกตั้งครั้งนี้ผลออกมาต้องเป็น “รัฐบาลเกาเหลา“ แน่นอน
.
เราจะได้ของไม่ตรงปก โฆษณาเป็นของฝรั่งแพ็คเกจสวย แต่พอแกะดูข้างในคุณภาพเป็นของจีนไปเสียฉิบ
.
ผมในฐานะ ”ราษฎรเต็มขั้น” จึงจะทำหน้าที่ใน 30 วันอันตรายควบคู่ไปกับพรรคการเมือง ไม่หยุดไม่หย่อนทั้งวันทั้งคืนเช่นกัน
.
ถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองอย่างผม ที่ไม่ได้รับคะแนนเสียง ไม่ต้องการความนิยมใดๆ
.
แต่ต้อง “บริโภคนโยบาย“ ของผู้ที่จะขึ้นมาปกครอง
.
ต่างกับบรรดานักการเมืองที่ล้วนได้รับผลประโยชน์จากการขาย คือคะแนนเสียงของประชาชน
.
ผมเน้น ”พรรคส้ม“ เป็นพิเศษมากกว่าพรรคอื่น เพราะเห็นว่า “นโยบายหาเสียงของพรรคส้มเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ”
.
ทำไมถึงกล่าวหาเช่นนั้น มีเหตุผลสำคัญดังนี้
.
การหาเสียงของพรรคส้มมักยกเอา “การเมืองใหม่“ นำเสนอเป็น “เมนู Signature” ชวนให้ประชาชนชิม
.
ทั้งที่ ”วิธีการหาเสียง“ นั้นนอกจากไม่สามารถทำได้จริง แต่กลับสร้าง “บาดแผลความแตกแยก” ทุกครั้ง
.
เริ่มจาก “สถาบัน” ในครั้งพรรคอนาคตใหม่ มาถึง “ทหาร” ในครั้งพรรคก้าวไกล
.
จนมาถึง “รัฐธรรมนูญ” ในคราวนี้
.
ทุกครั้งเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าพรรคส้มจะทำได้
.
ไม่ใช่พรรคส้มไม่ทราบ แต่เป้าหมายอยู่ที่ “คะแนนเสียง” ในการเลือกตั้งทุกครั้ง
.
หากพรรคส้มยังเป็นอย่างนี้ต่อไป จะไม่ได้สร้าง ”ความฝันอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยต้องการ“
.
แต่จะกลับกลายเป็นสร้าง ”ฝันร้ายบนความแตกแยกของคนในสังคมไทย”
.
อันถือเป็นเรื่องอันตรายต่อการเลือกโหวตให้พรรคส้ม
.
วันนี้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์“ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่เคยหาเสียงเมื่อปี 2566
.
ออกมาขอโทษจากการชี้นำประชาชนที่เบื่อ “ลุงตู่“ ที่อยู่ปกครองประเทศมาถึง 8 ปี โดยปราศรัยหาเสียงด้วยวาทกรรม
.
“ทหารมีไว้ทำไม?”
.
”ถึงรบก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ“
.
”ไม่มีการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้านแล้ว”
.
พรรคส้มกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เป็นพรรคการเมืองเก่า และยกตัวเองเป็น “พรรคการเมืองใหม่”
.
ด้วยการนำ ”สถาบัน“ ต่างๆ ของสังคมไทยมาขึ้นเขียงสับ เพียงเพื่อแลกกับคะแนนเสียง
.
ในภาวการณ์ที่จับกระแสได้ว่า ”คนเบื่อลุงตู่“ แต่กลับเอาทหารทั้งกองทัพมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง
.
หรือแม้แต่ “สถาบัน“ ที่สูงส่ง ยังตกเป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคส้ม
.
การหยุดหาเสียงด้วยการโจมตีสถาบัน ไม่ได้เกิดจากเจตนารมย์ของพรรคส้มเอง
.
แต่มาจากคำสั่ง ”ศาลรัฐธรรมนูญ“
.
พรรคส้มต้องการสร้างการเมืองใหม่ ที่แตกต่างจากพรรคการเมืองเก่าอื่นๆ
.
เอา ”ความศรัทธา“ ของผู้คน สร้างความแตกแยก แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงของพรรค
.
จนเมื่อเกิด “สงครามชายแดน ไทย-กัมพูชา”
.
บาดแผลนี้จึงเริ่มปรากฏผลเสียออกมาให้เห็น
.
ไม่ใช่จากคำพูด แต่ด้วยชีวิตของทหารที่บาดเจ็บล้มตาย เป็นแรงสะกิดเปิดแผลย้อนคำปราศรัยของพิธาหัวหน้าพรรคก้าวไกลอย่างรวดเร็ว
.
แม้ธนาธร และแกนนำจะแถไถว่า “หมายถึงให้ทหารทำหน้าที่รบปกป้องประเทศ ไม่ใช่ไปทำสนามกอลฟ์ หรือหมายถึงการปกป้องสิทธิของทหารชั้นผู้น้อย“
.
แต่ใครๆ ก็รู้ว่าความหมายของพิธาในการหาเสียงคือจับกระแสเบื่อลุง โดยเอา ”สถาบันทหาร“ มาถล่มเพียงเพื่อแลกกับ “คะแนนเสียง” และได้ผล
.
เพราะวันนั้นไม่มีใครคาดว่าจะเกิดสงคราม
.
คนไทยโหวตให้พรรคส้มล้นหลามถึง 14.4 ล้านเสียง ได้ สส. ถึง 151 คน
.
ทว่าเมื่อมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ “แผลของการเล่นกับศรัทธาของคน” กลับกลายเป็น “แผลเน่า“
.
จนยากเกินที่พรรคส้มจะเยียวยาได้ทันในระยะเวลา 30 วันก่อนเลือกตั้ง
.
พรรคส้มพยายามนำเรื่องราวใหม่มากลบ หรือพยายามชี้แจง แต่ไม่เป็นผล
.
ท้ายสุดให้พิธาออกมาขอโทษประชาชน แต่บาดแผลนี้เสียหายเกินการควบคุมไปแล้ว
.
ด้วยการปราศรัยที่ชัดเจนทั้งคำพูด ประโยค ข้อความบนเวทีที่มุ่งทำลาย “สถาบันทหาร“
.
แทนที่จะมุ่งตรงไปที่ทหารอย่าง ”ลุงตู่และคณะ” เพียงกลุ่มเดียว
.
เมื่อผลของสงคราม ไทย-กัมพูชา โหมพัดกระแสเปลี่ยน
.
การหาเสียงแบบทุ่มหนักหมดน่าตักด้วยฉากบังหน้า “การเมืองใหม่“ จึงส่งผลกระแทกรุนแรงต่อคะแนนเสียงของพรรคส้มเอง
.
แม้ว่าพิธา ธนาธร แกนนำ ผู้ช่วยหาเสียง หรือผู้สมัคร จะขอโทษอีกสักกี่ครั้ง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างไปทุกที่
.
พรรคส้มจึงกลายเป็น “คนแปลกหน้า“ แทน ”ความคุ้นเคย“ ของสังคมไทย เฉกเช่นการหาเสียงของนักการเมืองทั่วไป
.
จากวันนี้จนถึงวันที่ประชาชนกากบาทลงในบัตรเลือกตั้ง
.
คำปราศรัยของพิธา อดีตหัวหน้าพรรคส้ม ที่รับโพยมาจากแกนนำพรรคในการโจมตี “สถาบันทหาร“ ด้วยแผนการตลาดหาเสียง ที่เสี่ยงทุกครั้งต่อความมั่นคงของชาติ
.
มันจะเป็นหมุดที่ตอกลงกลางหัวใจคนไทย
.
ด้วยการสนับสนุนของบรรดาอาจารย์ นักวิชาการหัวก้าวหน้า (ที่บางคนเลือกหนีไปต่างประเทศ)
.
ใช้ ”กระแส“ ของการเมืองใหม่ที่มีความเสี่ยง มาเอาชนะ ”กระสุน“ ของการเมืองเก่าที่ไม่กล้าเดิมพันสู้
.
มันเป็น “ธาตุแท้“ ของพรรคส้ม ที่กล้าเอาทุกอย่างแม้แต่ ”สถาบันหลักของประเทศ“ ไปแลกกับ ”คะแนนเสียง“ ทุกครั้งในช่วงเลือกตั้ง
.
พรรคส้มจึงเป็นพรรคที่อันตราย ไม่ใช่ในความคิดของผมเท่านั้น
.
แต่เป็นความคิดของคนไทยที่เริ่มเห็นปรากฏการณ์นี้เด่นชัดขึ้นในช่วงหาเสียงครั้งนี้
.
พรรคส้มไม่ได้สร้างสิ่งใหม่ แต่กลับสร้างความแตกแยกบาดลึกให้สังคมไทยในยุคสมัยปัจจุบัน
.
การหาเสียงครั้งนี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะ ”กู้ศรัทธา“ คืนจากประชาชน เพราะรู้เช่นเห็นชาติ
.
และผมจำต้องแปรสภาพจากผู้สนับสนุน เป็นผู้ต่อต้าน
.
ปลุกสังคมให้เข้าใจเนื้อแท้ เปลือยตัวตนของแกนนำพรรคส้ม
.
อันมี ”ผู้ช่วยหาเสียง“ อย่างธนาธร ที่หิวโหยคะแนนเสียงเป็นผู้นำจิตวิญญาณ
.
ถึงขนาดยอมเอาทุกอย่างเป็นเดิมพันเพื่อให้พรรคส้มได้เป็นรัฐบาล

