ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนเชียงใหม่” สำรวจระหว่างวันที่ 9–14 มกราคม 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1,067 ตัวอย่าง ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ±5% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
ผลสำรวจในประเด็นบุคคลที่ประชาชนสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า
อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ได้รับการสนับสนุน 31.40%
อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคเพื่อไทย 19.40%
อันดับ 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย 15.65%
อันดับ 4 ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ 12.09%
อันดับ 5 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ 4.12%
ขณะที่ผู้สมัครรายอื่นมีคะแนนต่ำกว่า 4%
ด้านแนวโน้มการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต พบว่า พรรคประชาชนมาเป็นอันดับ 1 ที่ 37.39% รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทย 31.68% พรรคภูมิใจไทย 13.50% ผู้ยังไม่ตัดสินใจ 5.15% พรรคประชาธิปัตย์ 4.03% พรรคเศรษฐกิจ 2.81% พรรคไทยสร้างไทย 1.69% และพรรคอื่น ๆ รวม 3.75%
ส่วนแนวโน้มการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนยังคงนำเป็นอันดับ 1 ที่ 37.39% พรรคเพื่อไทย 30.08% พรรคภูมิใจไทย 14.06% ผู้ยังไม่ตัดสินใจ 5.25% พรรคประชาธิปัตย์ 3.85% พรรคเศรษฐกิจ 3.09% พรรคไทยสร้างไทย 1.69% พรรครวมไทยสร้างชาติ 1.31% พรรคไทยก้าวใหม่ 1.03% พรรคอื่น ๆ รวม 1.88% และไม่ตอบหรือไม่สนใจ 0.37%
วิเคราะห์สนามการเมืองภาคเหนือ
ผลโพลเชียงใหม่สะท้อนภาพรวมการเมืองภาคเหนือที่ยังคงเป็นสมรภูมิหลักของพรรคใหญ่ โดยพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้มสามารถครองกระแสในเขตเมืองและกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของตัวบุคคลและคะแนนนิยมพรรค
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังคงรักษาฐานเสียงดั้งเดิมในพื้นที่ชนบทและเครือข่ายท้องถิ่นได้อย่างแข็งแรง ทำให้คะแนนยังยืนเป็นอันดับ 2 แบบไม่ทิ้งห่างมากนัก ซึ่งสะท้อนการแข่งขันแบบ “สองขั้วหลัก” ในภาคเหนือ
ด้านพรรคภูมิใจไทย แม้คะแนนจะตามหลังสองพรรคใหญ่ แต่ยังรักษาสถานะพรรคอันดับ 3 และมีบทบาทเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดสมดุลอำนาจในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ
ภาพรวมจึงชี้ว่า การเลือกตั้งปี 2569 ในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ จะยังคงเป็นสนามชี้ชะตาทางการเมืองระดับประเทศ และเป็นพื้นที่ที่ทุกพรรคต้องทุ่มทรัพยากรและยุทธศาสตร์อย่าง

