อินฟลูฯ ทุกวงการขยับ พิธาขึ้นเวที แต่เกมรอบนี้ไม่ง่ายเหมือนปี 66
ช่วงโค้งสุดท้ายของสนามการเมือง พรรคส้มเดินเกมเดิมที่เคยได้ผลในปี 2566 คือ “ปั้นกระแสพร้อมกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์” ดันประเด็นประกันสังคมเป็นหัวหอก เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์หลายวงการ ทั้งสายแรงงาน สายไลฟ์สไตล์ สายเศรษฐกิจ ไปจนถึงนักวิชาการ ออกมาโพสต์สนับสนุนพร้อมกันในช่วงเวลาใกล้เคียง
ขณะเดียวกัน การดึง “พิธา” ลงพื้นที่ปราศรัย ก็ถูกวางบทบาทเป็นตัวเร่งอารมณ์ร่วม ปลุกฐานเสียงรุ่นใหม่และกลุ่มคนเมือง เหมือนสูตรสำเร็จที่เคยสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่เมื่อเลือกตั้งครั้งก่อน
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการเมืองรอบนี้แตกต่างจากปี 66 อย่างมีนัยสำคัญ
ปีนั้น พรรคส้มได้เปรียบจากภาพ “ฝ่ายใหม่ปะทะฝ่ายเก่า” และกระแส “ไม่มีเรา ไม่มีลุง” ที่ชัดเจน จับต้องง่าย และสื่อสารได้รวดเร็ว แต่วันนี้คู่แข่งทางการเมืองปรับตัวเร็วขึ้น ขณะที่กระแสต่อต้านฝ่ายเก่าก็ไม่รุนแรงเหมือนเดิม
อีกปัจจัยสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือแรงเสียดทานจากคดีและข่าวด้านลบที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในพรรค ซึ่งมีสมาชิกพรรคถูกดำเนินคดีในประเด็นอ่อนไหวอย่างยาเสพติดและเว็บพนัน แม้จะเป็นรายบุคคล แต่ในทางการเมือง ภาพลักษณ์พรรคย่อมได้รับผลกระทบทางอ้อม
สิ่งนี้ทำให้ “การขายภาพลักษณ์ความโปร่งใส” ซึ่งเป็นจุดแข็งหลักของพรรค ถูกตั้งคำถามมากขึ้นในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มกลาง และกลุ่มที่ยังลังเล
เกมโค้งสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่การปลุกกระแสบนโซเชียล แต่คือการรักษาความเชื่อมั่น
คำถามสำคัญคือ
กระแสประกันสังคม จะเปลี่ยนจาก “ไวรัลออนไลน์” เป็น “คะแนนในคูหา” ได้มากแค่ไหน
และการใช้สูตรเดิม อินฟลูเอนเซอร์ + เวทีปราศรัย + ผู้นำสัญลักษณ์ จะยังทรงพลังเหมือนเดิมหรือไม่ ในบริบทที่ผู้เลือกตั้งเริ่มมองการเมืองด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
รอบนี้ พรรคส้มอาจยังมีพลังในโลกดิจิทัล
แต่ชัยชนะจะวัดกันที่ “ความเชื่อถือระยะยาว” มากกว่ากระแสระยะสั้น
และนั่นคือโจทย์ที่ยากกว่าปี 66 อย่างชัดเจน

