นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เสนอแนวทาง “ทางรอดอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย” หลังประเด็นอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยมองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมายาวนาน และสร้างห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ รวมถึงการจ้างงานจำนวนมาก
อิสริยะระบุว่า คณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจเคยศึกษาประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด โดยรับฟังข้อมูลจากค่ายรถยนต์หลากหลายสัญชาติ รวมถึงผู้ประกอบการชิ้นส่วนในแต่ละระดับ ก่อนจัดทำรายงานชื่อ “Fast & Furious ปีแห่งความปั่นป่วนของยานยนต์ไทย” และมองว่าทางรอดของอุตสาหกรรมไม่ได้มีเพียงแนวทางเดียว แต่ต้องเดินอย่างน้อย 4 แนวทางไปพร้อมกัน
1. เร่งเชื่อม Supply Chain กับ EV จีน
อิสริยะมองว่า หลังเข้าสู่ปี 2569 นโยบาย EV 3.0 และ EV 3.5 ที่กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยการนำเข้าด้วยการผลิตในประเทศไทย ยังไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการไทยมากเท่าที่ควร แม้บริษัทจีนจะเข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย แต่หลายส่วนยังนำ Supply Chain รวมถึงแรงงานจากจีนเข้ามาใช้ในการผลิต
ข้อเสนอจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผู้ผลิตรถยนต์จีนกับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย แต่ควรพิจารณามาตรการในระดับโครงสร้าง ทั้งเงื่อนไขทางภาษี การนำเข้ารถยนต์ทั้งคันจากจีน และการตรวจสอบการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทยอย่างจริงจังมากขึ้น
2. รักษาความเชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ ICE และต่อยอดสู่ Hybrid
แม้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า แต่ไทยยังมีฐานความรู้และผู้ประกอบการที่อยู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE มานานหลายทศวรรษ อิสริยะเห็นว่าไทยควรใช้จุดแข็งดังกล่าวให้เต็มศักยภาพ โดยพัฒนาความสามารถในการผลิตเครื่องยนต์ให้ครบวงจรมากขึ้น รวมถึงพัฒนาเครื่องยนต์ให้ประหยัดพลังงานและลดการปล่อยมลพิษ
หากทิศทางของตลาดโลกเดินไปสู่รถยนต์ไฮบริด แรงงานและผู้ประกอบการไทยก็ควรมีความสามารถในการผลิตระบบไฮบริดได้ครบวงจรเช่นกัน
พร้อมเสนอให้ภาครัฐกลับไปสร้างความร่วมมือกับบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นในระดับรัฐต่อรัฐ เพื่อยกระดับไทยจากฐานการผลิตไปสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฮบริด
3. มองอนาคต Beyond EV และ ICE สู่ Future Mobility
อิสริยะระบุว่า อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันระหว่างรถยนต์ ICE กับ EV แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่อีกจำนวนมากที่ไทยสามารถต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมเดิมได้
หนึ่งในนั้นคือระบบช่วยขับขี่ ADAS และเทคโนโลยี Autonomous Driving หรือ AD โดยเสนอให้ไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับระบบจราจรพวงมาลัยขวา พร้อมสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและสนามทดสอบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
นอกจากนี้ ยังมองถึงเทคโนโลยีอย่างเครื่องยนต์ไฮโดรเจน ซึ่งอาจนำไปใช้ในพื้นที่เฉพาะ เช่น นิคมอุตสาหกรรมหรือท่าเรือ รวมถึงเทคโนโลยีแบตเตอรี่ยุคใหม่อย่าง Solid-State Battery
4. ใช้ฐานอุตสาหกรรมรถยนต์ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่
อีกแนวทางสำคัญคือการนำทักษะของผู้ประกอบการและแรงงานใน Supply Chain ยานยนต์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านงานเชิงกลและการผลิตที่ต้องใช้ความแม่นยำ ไปต่อยอดสู่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโต
หนึ่งในนั้นคือ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ซึ่งสามารถนำความเชี่ยวชาญและเครื่องจักรบางส่วนจากอุตสาหกรรมยานยนต์มาปรับใช้กับการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความแม่นยำสูง
อีกตลาดที่อิสริยะมองว่าน่าสนใจคือ เครื่องจักรการเกษตร ตั้งแต่เครื่องไถ เครื่องหว่าน ไปจนถึงเครื่องเก็บเกี่ยว ซึ่งมีพื้นฐานทางวิศวกรรมและการผลิตใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมยานยนต์ และสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตรในช่วงที่ไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน
อิสริยะระบุว่า พรรคประชาชนเคยเสนอแนวคิด “เปลี่ยนปัญหาเป็นอุตสาหกรรม” โดยให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนและสร้างตลาด เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เติบโตจนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งสามารถนำมาใช้กับทั้งอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเครื่องจักรการเกษตร
ทั้งนี้ นายอิสริยะระบุว่า ในวันที่ 14 สิงหาคม จะขึ้นเวทีสัมมนา Renew-able Thailand “ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” เพื่อพูดถึงแนวทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่ภายในงานยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้วย
#ThePoint #NewsThePoint #อิสริยะไพรีพ่ายฤทธิ์ #พรรคประชาชน #อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย #รถยนต์ไฟฟ้า #EV #ICE #Hybrid #FutureMobility #อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ #เครื่องจักรการเกษตร #เศรษฐกิจไทย

