‘ครอบครัวรัตนพันธ์’ฟ้องสื่อ!!อ้างถูกซีอีโอ SC ASSET ฉ้อฉลหลอกลวงทำครอบครัวพัง ท้าสาบานต่อวัดพระแก้วใครพูดเท็จให้มีอันเป็นไปทั้งตระกูล

0
3105

วานนี้(2 มี.ค. 66) ครอบครัว “รัตนพันธ์” นำโดย ดร.ศรายุทธ รัตนพันธ์ พร้อมนางสาว ฐานิดา รัตนพันธ์ และนายลัดฟ้า รัตนพันธ์ ในฐานะบุตรสาว บุตรชาย ได้ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง ขอให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบความสุจริต และโปร่งใสในพฤติการณ์การดำเนินธุรกิจของ บริษัท เอสชี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จนเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ทำให้ครอบครัวต้องได้รับผลกระทบจากมูลหนี้จากการธุรกรรมร่วมกันจำนวนมหาศาล
.
พร้อมแสดงหลักฐาน กรณี นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ASSET มีพฤติกรรมที่สื่อไปในการเป็นความผิดต่อการบริหารบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ณ ห้องกมลพร โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ
.
นางสาวฐานิดา รัตนพันธ์ กล่าวว่า บิดาของตนเองประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ปี 2532 โดยเป็นกรรมการผู้จัดการและเจ้าของบริษัทพัฒนาที่ดินสร้างหมู่บ้านจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัยและขาย อาทิ โครงการบ้านเดี่ยวพร้อมสระว่ายน้ำ ติดถนนใหญ่เลียบวงแหวนเสรีไทย-รามอินทรา ฯลฯ รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ มูลนิธิรักษ์แผ่นดินไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548
.
ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และเป็นประธานอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อนำประดิษฐาน 101 วัด ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ตามโครงการรวมพลังศรัทธาไทย…ใต้ร่มเย็น
.
นางสาวฐานิดา ระบุว่า ก่อนที่จะมาเดือดร้อนต้องสูญเสียบ้านและที่ดิน เนื่องจาก บริษัท เอสชี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ASSET ไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงการรวบรวมที่ดินเพื่อเสนอขาย ฉบับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 และเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนไทย หมู่เลขที่ 222, 666 และ 888 ติดถนนใหญ่ มีเนื้อที่เกือบ 5 ไร่ โดยครอบครัวได้พักอาศัยอยู่กันมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี และถ้ารวมกับที่ดินของเจ้าของอื่นบริเวณที่ติดกันแล้วจะมีเนื้อที่กว่า 34 ไร่ โดยมีท้ายที่ดินติดกับบ้านคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์
.
ดร.ศรายุทธ กล่าวว่า ตนเองเสนอขายที่ดินจำนวนกว่า 34 ไร่ ที่สามารถรวบรวมได้ให้กับคุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ หรือ ชินวัตร ผ่านทางนายพิชิต ชื่นบาน ทนายความครอบครัวชินวัตร แต่จากนั้นไม่นานคุณหญิงพจมาน มอบหมายให้เลขาฯโทรมาแจ้งว่าที่ดินบริเวณบ้านมีเพียงพอแล้ว แต่จะส่งข้อเสนอดังกล่าวให้ SC ASSET เข้ามาประสานติดต่อซื้อขายเพื่อทำโครงจัดสรร แทน หลังจากนั้นคณะเจ้าหน้าที่ของ SC ASSET ได้เข้ามาติดต่อขอซื้อที่ดินตามที่คุณหญิงพจมานแจ้งไว้ และมีการลงนามบันทึกข้อตกลงการรวบรวมที่ดิน บริเวณโครงการถนนเลียบวงแหวนรัชดา-รามอินทรา ฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 เป็นที่เรียบร้อย
.
ดร.ศรายุทธ กล่าวต่อว่า อีกทั้งในวันพูดคุยทำบันทึกข้อตกลง ตนเองยังได้มอบสิ่งสักการะที่ระลึก เนื่องในวันเกิดและอวยพรวันขึ้นปีใหม่ 2560 ให้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะอดีตซีอีโอ SC ASSET อีกด้วย เนื่องจากในช่วงการลงนามที่เป็นลายลักษณ์อักษรกับคณะเจ้าหน้าที่ SC ASSET ได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมบริหารและนางสาวยิ่งลักษณ์ ทำให้ยิ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจและความเชื่อใจต่อกัน
.
ดร.ศรายุทธ กล่าวว่า ขณะนั้น เนื่องจากที่ดินแปลงที่ตนเองถือครองอยู่ มีคดีอยู่ในศาลกับนายทุนเงินกู้ ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา เลยตัดสินใจไปถอนฟ้องคดีอาญาและเร่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลกับกลุ่มนายทุน เพื่อนำที่ดินมาโอนให้ SC ASSET ตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขบันทึกข้อตกลง แต่เมื่อใกล้ครบกำหนดเวลาตามบันทึกข้อตกลง ปรากฎว่า SC ASSET กลับเปลี่ยนแปลงข้อตกลง โดยการแจ้งยกเลิกซื้อที่ดินแปลงบ่อกว่า 20 ไร่ และเริ่มแสดงความไม่แน่นอนในการซื้อที่ดินตามบันทึกทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่เป็นสาระสำคัญหลัก ในการทำบันทึกข้อตกลง
.
นางสาวฐานิดา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหาร SC ASSET แสดงพฤติการณ์ให้เชื่อว่ามีการวางแผนโยกโย้ ให้หมดระยะเวลาตามบันทึกข้อตกลง ส่วนเหตุและแรงจูงใจที่ SC ASSET เลือกไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง เป็นเพราะ SC ASSET ได้โยกย้ายนำเงินทุนสำหรับการซื้อที่ดินตนเอง ไปซื้อที่ดินแปลงอื่นที่มีขนาดใหญ่กว่าและราคาถูกกว่าในบริเวณใกล้เคียงกัน จนเป็นเหตุให้ครอบครัวรัตนพันธ์ ต้องสูญเสียบ้านและที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
.
นางสาวฐานิดา ระบุต่อว่า ทั้งนี้เนื่องจากทรัพย์สินทั้งหมดตกไปเป็นของนายทุนเงินกู้ ทั้ง ๆ ที่มีข้อเท็จจริงว่าถ้า คุณหญิงพจมานไม่ให้ SC ASSET เข้ามาขอซื้อที่ดิน และ SC ASSET ดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและโปร่งใส ครอบครัวรัตนพันธ์ก็คงไม่ต้องเสียบ้าน ที่ดินและต้องบ้านแตกสาแหรกขาดมาจนถึงทุกวันนี้ และด้วยความที่คุณพ่อมั่นใจมากๆ โดยทั้งก่อนและหลังการลงนามตามบันทึกข้อตกลง คนที่ให้เข้ามาซื้อคือคุณหญิงพจมาน คนที่คุณพ่อไปพบที่บริษัท ก็คืออดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งไม่ได้เป็นการพบกันแค่ครั้งเดียว โดยมีการพบกันหลายครั้ง เพื่อคุยรายละเอียด ในวันเกิด วันปีใหม่
.
นางสาวฐานิดา กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นการที่ SC เข้ามายืนยันที่จะซื้อ ทำให้คุณพ่อต้องไปจัดการในเรื่องราวหลายๆอย่างเพื่อนำที่ดินมาให้บริษัท แต่กลับกลายเป็นบริษัทไม่ยอมซื้อที่ดินตามบันทึกข้อตกลง เพราะหันไปเอาที่ดินที่ได้กำไรมากกว่าในแปลงบริเวณใกล้เคียง ทำให้บ้านเราเกิดความเสียหาย เราต้องสูญเสียบ้านและที่ดิน มูลค่า 200 กว่าล้านไป ซึ่งคุณพ่อทำหนังสือถึงผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น ติดตามมาโดยตลอดให้รับผิดชอบ ซึ่งบริษัทได้ส่งหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย เลขาบริษัทมา แต่เราไม่เคยได้รับการรับผิดชอบอย่างจริงใจเลย โดยเรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2559 – 2560 คุณพ่อทำหนังสือเป็น 100 ฉบับ ส่งให้ผู้บริหาร SC ทั้ง CEO ลูกเขยทักษิณ , คุณอุ๊งอิ๊ง , คุณเอม ,คุณหญิงพจมาน แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง”
.
ส่วนรายละเอียดความเสียหายที่เกิดขึ้น ทางสมาชิกครอบครัวรัตนพันธ์ กล่าวว่า “มีทั้งการสูญเสียบ้านและที่ดินมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ตามบันทึกข้อตกลงที่ SC ASSET ทำร่วมกับ ดร.ศรายุทธ ฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 โดยหลังจากเสียบ้านและที่ดินไป ครอบครัวรัตนพันธ์ก็บ้านแตกสาแหรกขาด ต่างคนต่างต้องแยกย้ายกันหาที่เช่าอยู่ ขาดรายได้ และไม่มีแม้กระทั่งเงินจะส่งลูกชายเรียนต่อระดับชั้นมหาวิทยาลัย
.
ครอบครัวได้ติดตามให้ SC ASSET รับผิดชอบโดยการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด จากการทำหนังสือลงทะเบียนตอบรับเป็นทางการ ถึงผู้บริหารและผู้ถือหุ้นกว่า 100 ฉบับ แต่ SC ASSET เลือกให้ผู้บริหารฝ่ายกฎหมายมาเจรจา โดยไม่แสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังต่อครอบครัว
.
นางสาวฐานิดา ระบุด้วยว่า อย่างไรก็ตามครอบครัวได้ติดตามจนเจอตัว นายณัฐพงศ์ ซีอีโอของ SC ASSET ในงานแถลงข่าว SC Reinvention 2020 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 และได้มีการพูดคุยเบื้องต้น โดย ดร.ศรายุทธ กล่าวกับนายณัฐพงศ์ว่า “ถ้าผมไม่ถูกต้อง แม้แต่บาทเดียวผมก็ไม่เอา”
.
ขณะที่อีกฝ่ายกล่าวตอบ “มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันเป็นเรื่องของบริษัท ผมไม่ได้เอาเงินส่วนตัวมาซื้อที่ดินคุณนะ” จึงได้มีการนัดวันเพื่อเจรจาร่วมกันอย่างเป็นทางการ พร้อมมีการแสดงเอกสารหลักฐานจำนวนมาก ทั้งบอร์ด ชาร์ต Timeline และคลิปหลักฐานต่างๆ เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงที่มาที่ไปของปัญหาที่เกิดขึ้น
.
โดยมีการประชุมร่วมกันทั้งหมด 3 ครั้ง ณ ตึกชินวัตร ทาวเวอร์ 3 อาคารเลขที่ 1010 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เริ่มจากครั้งที่ 1 ตรงกับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 , ครั้งที่ 2 ในวันที่ 8 มีนาคม 2561 และครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561
.
ด้านนายลัดฟ้า รัตนพันธ์ ระบุว่า“ข้อสรุปจากการประชุมทั้ง 3 ครั้ง นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ CEO และนายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ CCO ให้คำมั่นเรื่องการจ่ายเงินชดเชยค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น โดย CEO ขอให้คุณพ่อและลัดฟ้ารวบรวมที่ดินให้อีกครั้ง คุณพ่อบอกว่าถ้าจะให้ไปทำงานใหม่จะรับปากไม่ได้ เพราะที่ดินตกเป็นของผู้อื่นไปแล้ว ดังนั้นต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกมาก่อน 100 ล้านบาท จนมีการต่อรองกันสรุปเบื้องต้นที่ 20 ล้านบาท เพื่อเร่งเยียวยาครอบครัว หลังจากทุกคนต้องกระจัดกระจายแยกย้ายกันอยู่ ไม่มีเงินเรียนต่อ ถือเป็นทุกข์ยากลำบากที่สุดในช่วงหนึ่งของการดำเนินชีวิต”
.
นางสาวฐานิดา กล่าวเสริมว่า รายละเอียดทั้งหมดมีหลักฐานปรากฎอยู่แล้ว สรุปในวันนั้น นายณัฐพงศ์ ไม่รู้เลยหรือว่าเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ หรือบริษัททำอะไรเอาไว้ จนนัดให้เราเข้าไปประชุมเพื่อแสดงหลักฐาน และอยากรับรู้ที่มาถึงความเสียหายที่เกิดจากบริษัทเขาเป็นคนทำจริงๆใช่ไหม หรืออย่างไร
.
สำหรับขั้นตอนการเจรจาระหว่าง ครอบครัว “รัตนพันธ์” กับ ซีอีโอ SC ASSET นายลัดฟ้า รัตนพันธ์ ระบุด้วยว่า ข้อสรุปการเจราจาครั้งนั้น ผู้บริหาร SC ASSET ระบุเองว่าจะรับซื้อที่ดินทั้งหมด 14 ไร่ แต่ปรับราคาเพิ่มขึ้น จากราคาตารางวาละ 50,000 บาท เพิ่มเป็น 86,000 บาท ซึ่งทำให้มีส่วนต่างต่อตารางวาสูงถึง 36,000 บาท รวมถึงเมื่อคูณด้วยจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมด 5,752.4 ตารางวา
.
เท่ากับจะมีวงเงินส่วนต่าง 207,086,400 บาท เพื่อให้ตรงกับค่าความเสียหายมากที่สุด ส่วนการจ่ายเงินเพื่อเยียวยาก่อน 20 ล้านนั้น ผู้บริหาร SC ASSET อ้างว่าเนื่องจากตนเป็นบริษัทฯมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และอยู่ท่ามกลางสปอตไลท์ ไม่สามารถจ่ายเงินออกมาโดยตรงได้ ต้องอำพรางเป็นสัญญากู้เอาไว้ เพื่อจะไม่ได้เป็นภาระทางกฎหมาย แต่เมื่อรวบรวมที่ดินเสร็จจะจ่ายค่าเสียหายส่วนต่างที่เหลือให้จนเสร็จสิ้น
.
”ประเด็นสำคัญ คือ ซีอีโอ SC ASSET หรือ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ เป็นผู้รับปากในที่ประชุม เองว่าไม่ต้องเป็นห่วง จะดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเองจนจบ ครอบครัวก็โล่งใจเพราะปัญหาได้คลี่คลาย แต่ปรากฏว่าภายหลังออกจากห้องประชุม เนื้อความในสัญญาที่ SC ASSET ทำขึ้นกลับไม่ตรงกับสิ่งที่ตกลงร่วมกันในที่ประชุมหลายข้อ และเมื่อติดต่อให้แก้ไข ทางนายอรรถพล ยืนยันว่าแก้ไขไม่ได้ แต่อ้างกับเราว่านี่คือวิธีการที่ดีที่สุดในแก้ปัญหา เพราะต้องทำตามแบบบริษัทมหาชน แต่จะยึดตามเจตนารมณ์ที่คุยร่วมกันในที่ประชุม และต้องเซ็นในบันทึกที่ SC ASSET ทำขึ้นเท่านั้น และด้วยความรู้ไม่เท่าทัน รวมถึงครอบครัวรัตนพันธ์ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากการเซ็นเพื่อให้ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามตกลง เราเลยลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไป”
.
“ระยะเวลาทั้งหมดที่พูดถึงในการประชุมในตอนนั้น ปี 61 หลังจากที่พี่พงศ์ เขามาคุยกับเรา เข้ามาบอกพี่จะดูแลทั้งหมด ในภาพเป็นคนดีมากๆ เป็นสุภาพบุรุษ เป็นตามภาพที่เขาก็ยังทำอยู่ทุกวันนี้ให้ทุกคนเห็น แต่เราแค่อยากจะบอกว่า ณ วันนั้นเราก็เชื่อทุกอย่าง ในวันประชุมเขายื่นทิชชู่มาให้ซับน้ำตา เพราะบ้านเราต้องสูญเสียไปเพราะการกระทำของบริษัท เอสซี ถึงวันที่ CEO เข้ามาบอกจะรับผิดชอบ จะทำทุกอย่างให้เรื่องมันยุติ จะชดใช้ค่าเสียหายให้”
.
“ณ วันนั้นเราไม่รู้เลยว่าวิธีการที่เขาบอกว่ามันคือ ให้เอาเงินค่าเสียหายเบื้องต้นไป 20 ล้านก่อนนะ แต่พี่อยู่ในสปอตไลท์ต้องให้น้องมาเซ็น น้องที่อายุแค่ 23 ปี ณ ตอนนั้น มาเซ็นกู้ยืมเงินไว้ เพราะมันต้องทำ เพราะบริษัทจ่ายเงินออกมาเลยไม่ได้ ส่วน 200 ล้าน ก็ไปเป็นประโยชน์จากส่วนต่าง สุดท้ายที่เขาบอกว่าแก้ไขได้ หรืออะไรก็ตาม บริษัทก็บอกว่าจะต้องเซ็นแบบนี้เท่านั้น บริษัททำได้แค่อย่างนี้”
.
แต่หลังจากเซ็นบันทึกข้อตกลง มีประเด็นเพิ่มเติมว่า เมื่อทราบรายละเอียด ดร.ศรายุทธ พยายามติดต่อกับ ซีอีโอ SC ASSET แต่ติดต่อไม่ได้ จึงเกิดความเครียดมาก ป่วย หน้าเบี้ยว มือสั่น เส้นเลือดในสมองตีบ ในขณะที่ครอบครัว “รัตนพันธ์” เรียกร้องบริษัท SC ASSET ปรับแก้บันทึกให้เป็นไปตามที่ตกลงในที่ประชุม โดยมีการแก้อีกหลายครั้งแต่ก็ยังไม่เป็นไปตามในที่ประชุม จน ดร.ศรายุทธ

เครียดอาการทรุดหนัก ทั้งทางร่างกายและจิตใจ หลับไม่ได้ สะดุ้งตื่นทั้งคืน จนคุณหมอต้องให้แอดมิด ไปนอนพักรักษาตัวอยู่ในแผนกจิตเวชผู้ใหญ่ โรงพยาบาลรามาธิบดีอยู่ 12 คืน
.
ส่วนลูกสาวต้องดรอปเรียนมาดูแลคุณพ่อป่วยหนัก ที่มีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายในตอนนั้น เพราะเครียดหนักจากสิ่้งที่ต้องเผชิญ เนื่องจากผู้กระทำผิดไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ แต่เป็น CEO ที่เป็นสามีของผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 และเป็นพี่เขยของผู้ถือหุ้นอันดับ 1 มูลค่ารวมกันกว่า 10,000 ล้านบาท เปรียบดังเจ้าของบริษัท ซึ่งมาลวงไม่ใช่แค่ตนเองแต่ลวงเด็กๆลูกตนเองด้วย
.
กระบวนการต่อจากนั้น เมื่อครอบครัวรัตนพันธ์เดือดร้อนถึงที่สุด ทาง ดร.ศรายุทธ จึงพยายามหาทางประสานไปที่ต้นเรื่อง คือคุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ โดยได้รับการช่วยเหลือติดต่อจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ได้โทรไปขอความเป็นธรรมจากคุณหญิง กระทั่งมีโอกาสเข้าไปนั่งคุยกับคุณหญิงพจมาน ที่ห้องทำงาน ณ ตึกชินวัตร ทาวเวอร์ 3 โดยคุณหญิงพจมาน บอกว่าให้นำเอกสารมาจะดูแลให้การช่วยเหลือให้ความเป็นธรรม เพราะถือเป็นคนไทยด้วยกัน แต่สุดท้ายเมื่อได้รับเอกสารทั้งหมดไปพิจารณา คุณหญิงพจมานกลับส่งเรื่องให้เลขาฯมาบอกกับผู้ใหญ่ท่านนั้นว่ารอหมดเวลาตามบันทึกข้อตกกลง แล้วจะเดินหน้าฟ้องครอบครัว “รัตนพันธ์” ฐานทำให้เกิดความเสียหาย
.
นายลัดฟ้า ย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมาครอบครัวไว้ใจและเชื่อใจในสิ่งที่ นายณัฐพงศ์ ซีอีโอ SC ASSEET รับปากกับตนในที่ประชุม จึงได้ดำเนินเรื่องต่อโดยการนำที่ดินไปให้บริษัทรับโอนเพื่อรับเงินค่าเสียหาย แต่สุดท้ายบริษัท SC ASSET กลับให้นักกฎหมายปฏิเสธ โดยอ้างเหตุผลต่างๆนาๆ พร้อมนำสัญญาเงินกู้ที่ใช้อำพรางการจ่ายเงินเยียาวยา มาฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อครอบครัว “รัตนพันธ์” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2563 จนกลายเป็นการตอกย้ำให้เห็นพฤติการณ์ของบุคคลในครอบครัวชินวัตร และ ผู้บริหาร SC ASSET ตลอดระยะเวลาทีผ่านมาหลายปี
.
“ครอบครัวรัตนพันธ์ต่อสู้คดีกันด้วยตนเอง มายาวนานกว่า 3 ปี เพราะกลัวการโดนแทรกแซง โดยมีการยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง เรียกค่าเสียหายทั้งหมด 1.5 พันล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2565 ซึ่งศาลได้ไต่สวนพร้อมหลักฐานแล้ว เห็นว่ามีมูล โดยงดเว้นค่าธรรมเนียมให้ในส่วนแรก และค่าธรรมเนียมศาลอีกส่วน ที่ครอบครัวรัตนพันธ์ต้องหาเพื่อนำมาวางศาลจำนวน 1.4 ล้านบาท ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมในการนำเงินไปวางศาล จนทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยศาลมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของครอบครัวรัตนพันธ์จำนวน 1,503 ล้านบาทแล้วเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา”
.
ดร.ศรายุทธ กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนสภาพครอบครัวตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ว่า คุณณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ซึ่งเป็นลูกเขยทักษิณ หรือ คุณอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ CCO และอีกท่าน CEO ของโรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งคุณหญิงพจมาน ถือหุ้นใหญ่อยู่ ซึ่ง 2 ท่านนี้เป็นสุภาพบุรุษ แต่ผมไม่เชื่อว่า 2 คนนี้คือสุภาพบุรุษตัวจริง ผมเลยไม่คิดที่จะทำงาน ผมเอาแต่ร่ำร้องเรียกค่าเสียหาย 205 ล้านบาทเศษ มาตลอด หลักฐานปรากฏอยู่เยอะ ทั้งวัตถุพยาน ทั้งลายลักษณ์อักษร ข้อเท็จจริงไม่สามารถไปล้มล้างในอดีตได้
.
“สองท่านนี้หลอกลวงลูกผม ให้คำมั่น บอกว่าจะชดใช้ให้ หลอกลวงคนที่รออยู่ด้านหลัง ด้านนอกก็คือแม่เฒ่าเรา หรือคุณย่า จนถึงวันนี้ผมอยากให้ 2 คนนี้ หรือชินวัตร ออกมาคุยกับเรา เราท้าดีเบตทุกที่ ทุกแห่งในแผ่นดินนี้ เอาความจริงกล้าเปิดกับเราไหม สาบานต่อวัดพระแก้ว สาบานต่อพระสยามเทวาธิราช ใครคนไหนมันโป้ปดมดเท็จ ให้มันมีอันเป็นไปทั้งตระกูล คุณกล้าออกมาสาบานอย่างสุภาพบุรุษกับพวกเราไหม ผมรออยู่นะ รออยู่ทุกวัน”ดร.ศรายุทธ กล่าว
.

ThePoint #Newsthepoint #ข่าวการเมือง #ครอบครัวรัตนพันธ์ #ศรายุทธรัตนพันธ์ #ฐานิดารัตนพันธ์ #เอสชีแอสเสท #SCASSET