ภายหลังผลเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปี 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เตรียมนั่งผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 ส่วนผลเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า พรรคประชาชนคว้า 22 ที่นั่ง, กลุ่มคนทำงาน 11 ที่นั่ง, พรรคประชาธิปัตย์ 8 ที่นั่ง, พรรคเพื่อไทย 4 ที่นั่ง, กลุ่ม Better Bangkok 2 ที่นั่ง, กลุ่มอิสระอื่นๆอีก 3 ที่นั่ง
ล่าสุดวันนี้ 30 มิ.ย. 2569 เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาชน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน นำแถลงเสนอชื่อผู้เข้าชิงประธานสภา กทม. พร้อมวาระผลักดันสภาโปร่งใส ในยุค นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 โดยการแถลงข่าวครั้งนี้ มี ส.ก.พรรคประชาชนที่ชนะเลือกตั้ง มาร่วมด้วยทั้ง 22 เขต นำโดยนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ
ช่วงแรก นายวิโรจน์ นำแถลง กล่าวว่า ขอบคุณชาวกรุงเทพมหานครที่ไว้วางใจเลือกผู้สมัครของพรรค พร้อมประกาศเดินหน้า “วาระเมือง” ผลักดันการทำงานเร่งด่วนในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อยกระดับการทำงานของสภา กทม. ให้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
นายวิโรจน์ ระบุว่า พรรคจะเร่งผลักดัน 2 ข้อบัญญัติ และ 1 ข้อบังคับ ได้แก่ ข้อบัญญัติ “ก่อสร้างปลอดภัย” กำหนดให้ไซต์ก่อสร้างทุกแห่งติดตั้ง CCTV เปิดเผยข้อมูลประกันภัย และยกระดับมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน
ข้อบัญญัติ “ควบคุมอาคาร” เร่งตรวจสอบมาตรฐานอาคารเก่าทั่วกรุงเทพฯ พร้อมปลดล็อกอาคารที่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยให้ใช้ประโยชน์สาธารณะ และกำหนดให้อาคารขนาดใหญ่จัดพื้นที่รองรับรถโดยสารสาธารณะ เพื่อลดปัญหาการจราจร
ส่วนข้อบังคับ “สภาโปร่งใส” จะปรับปรุงการประชุมสภา กทม. ให้เปิดเผยทุกมติและข้อมูลการใช้งบประมาณ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้
นอกจากนี้ เตรียมเสนอจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญ 2 ชุด ได้แก่ ศึกษาแนวทางแก้ปัญหาการส่งต่อผู้ใช้สิทธิบัตรทองในกรุงเทพฯ และศึกษาแนวทางแก้ปัญหาโรงขยะในเขตประเวศ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายวิโรจน์ ยังเปิดเผยว่า พรรคจะนำเทคโนโลยี AI มาช่วยตรวจสอบร่างงบประมาณปี 2570 คัดกรองโครงการที่มีข้อสังเกต และเปิดเผยรายละเอียดงบประมาณ ผู้รับเหมา และความคืบหน้าโครงการให้ประชาชนติดตามได้ เพื่อให้การใช้เงินภาษีมีความโปร่งใสและคุ้มค่ามากขึ้น
นายวิโรจน์ กล่าวว่า การผลักดันวาระเมืองทั้งหมดนี้ พวกเราจำเป็นต้องมีประธานสภา กทม. ที่มีอุดมการณ์การสร้างสภาโปร่งใส และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้สภา กทม. มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพรรคประชาชน เห็นพ้องกันมากที่สุด และเห็นว่าบุคคลมี่เหมาะสมที่สุด ที่จะเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานสภา กทม. คือ “นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ“ เพื่อขับเคลื่อนวาระเมืองตลอด 4 ปีข้างหน้า
จากนั้น น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ กล่าวโดยได้แนะนำตัวว่า “สวัสดี พี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกท่าน ดิฉัน ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก. เขตบางซื่อ และแคนดิเดตประธานสภา กทม.ของพรรคประชาชน“
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า ในฐานะแคนดิเดตประธานสภา กทม. ของพรรคประชาชน และพรรคประชาชนเอง เราเอาวาระการทำงานเป็นที่ตั้ง ดังนั้นสิ่งที่เราผลักดันมาตลอดก็คือ สภาโปร่งใส ใครทำอะไรต้องรู้หมด รวมถึงการทำให้สภาแห่งนี้เป็นสภาที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง
โดยสภาโปร่งใส ที่อยากผลักดันให้เกิดขึ้น คือ
เปิดเผยผลมติโดยอัตโนมัติ เสนอแก้ข้อบังคับให้เปิดเผยผลการลงมติของ ส.ก. ทุกท่านในทุกครั้งแบบอัตโนมัติเหมือนสภาใหญ่ จากเดิมที่ต้องขออนุญาตประธานสภา ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและไม่ชัดเจน
ไลฟ์สดการประชุมคณะกรรมการ โดยให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญทั้งหมดของสภา กทม. เป็นไปโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ วาระที่มีความสุ่มเสี่ยง เช่น มีชื่อบริษัทเอกชน หรือเกี่ยวกับความมั่นคง ที่อาจปิดเป็นช่วง ๆ ได้
เปิดเผยสถิติการเข้าประชุม ซึ่งจะเปิดเผยข้อมูลการเข้าประชุมของ ส.ก. แต่ละท่าน ทั้งในคณะสามัญและวิสามัญ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า ส.ก. ทำงานจริงหรือไม่
ส่วนประสิทธิภาพในการทำงาน จะเสนอเรื่องการทำเอกสารในรูปแบบ Machine-Readable ด้วยเสนอแก้ไขร่างข้อบัญญัติให้เอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ฝ่ายบริหารส่งมา ต้องส่งในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถอ่านและประมวลผลได้ (Machine-Readable) ควบคู่ไปกับเอกสารกระดาษ เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบ
อีกทั้งจัดตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภา กทม. เพื่อเข้ามาสนับสนุนและช่วยเหลือ ส.ก. ซึ่งปัจจุบันไม่มีผู้ช่วยเลย ในการวิเคราะห์งบประมาณล่วงหน้า เปรียบเทียบราคาตรวจสอบราคากลาง ดูประวัติโครงการย้อนหลังของบริษัทที่เสนอ รวมถึงสนับสนุนข้อมูลในการร่างข้อบัญญัติต่างๆ
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า เรื่องสุดท้ายที่เราคิดว่าควรจะมีและอยากผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ คือการจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบสัญญาผูกขาด
โดยเราจะตั้งคณะกรรมการนี้ขึ้นมาทบทวนสัญญาระยะยาวของกรุงเทพมหานคร ที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไปที่ทำกับเอกชน โดยจะเน้นไปที่สัญญาเกี่ยวข้องกับโรงขยะ, การให้สัมปทานพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างระยะยาวในระบบไอทีต่างๆ ที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะมีการทุจริต
“สุดท้ายนี้ ในฐานะแคนดิเดตประธานสภากรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน เราตั้งใจ ว่าเราจะผลักดันวาระเหล่านี้ให้ได้ แล้วเราก็คาดหวังว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนในสภากรุงเทพมหานคร จะเห็นวาระนี้ตรงกันกับเรา ดิฉันขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกหลายๆท่าน ให้เข้ามาร่วมกันกับเรา ซึ่งสิ่งที่พวกเราผลักดันกันมาตลอด 4 ปีถึงในตอนนี้ เราต้องการให้สภาแห่งนี้เป็นสภาที่โปร่งใส พี่น้องประชาชนเข้าถึงได้ มีประสิทธิภาพในการทำงาน“ แคนดิเดต ประธานสภา กทม. พรรคประชาชน กล่าว
____________
#Newsthepoint
#ผู้ว่ากทม #ชัชชาติ2 #พรรคประชาชน #ประธานสภากทม

