ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว ได้นำคำว่า “วิกฤตต้มกบ” มาใช้อธิบายทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยเป็นการใช้คำดังกล่าวกับเศรษฐกิจไทยเป็นคนแรก แนวคิดนี้ต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เพราะประเทศกำลังเผชิญปัญหาที่กำลังสะสมและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจเติบโตช้าลง อุตสาหกรรมเดิมสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และคนในประเทศอาจไม่รู้สึกถึงความรุนแรงจนกระทั่งปรับตัวไม่ทัน
“สิ่งที่ผมกังวลตั้งแต่วันนั้นไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจไทยจะล้มในทันที แต่คือเราจะค่อย ๆ เสียอุตสาหกรรมสำคัญไปทีละส่วน โดยไม่มีสัญญาณเตือนที่ดังพอให้ทุกคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง” ดร.สุทธิกรกล่าว
ภาพดังกล่าวกำลังปรากฏชัดในอุตสาหกรรมรถยนต์ แม้ไทยยังเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์รายใหญ่ของภูมิภาค แต่ในปี 2568 ไทยผลิตรถยนต์ประมาณ 1.455 ล้านคัน ลดลง 0.9% ขณะที่การส่งออกลดลง 8.19% เหลือ 935,750 คัน ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนรถยนต์ แต่รวมถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าสูง
“ไทยอาจยังประกอบรถยนต์ได้จำนวนมาก แต่คำถามคือ ในรถยนต์หนึ่งคัน มูลค่าที่เกิดจากเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของไทยมากน้อยเพียงใด” ดร.สุทธิกรกล่าว พร้อมชี้ว่าอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ก็เป็นบทเรียนในลักษณะเดียวกัน ไทยประสบความสำเร็จในฐานการผลิต แต่โลกกำลังเคลื่อนไปสู่ชิป AI ศูนย์ข้อมูล และเทคโนโลยีต้นน้ำ ซึ่งประเทศไทยเข้าสู่การแข่งขันช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ดร.สุทธิกรยังมองว่า การตกรถไฟเซมิคอนดักเตอร์ไม่ได้หมายความว่าไทยไม่มีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่หมายถึงการที่ไทยอยู่ในกิจกรรมปลายน้ำและการผลิตตามคำสั่งเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่มูลค่าสูงสุดอยู่ในการวิจัย ออกแบบชิป ผลิตเวเฟอร์ เครื่องจักร วัสดุขั้นสูง และบุคลากรเฉพาะทาง ปัญหาเดียวกันสะท้อนผ่านระบบการศึกษาที่ปรับตัวตามเทคโนโลยีไม่ทัน และยังมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถานศึกษาผลิตกับทักษะที่อุตสาหกรรมต้องการ
“วิกฤตต้มกบเกิดขึ้นเมื่อเรายังมีโรงงาน ยังมีการส่งออก และยังมีนักท่องเที่ยว จึงรู้สึกว่าทุกอย่างยังดำเนินต่อได้ แต่ภายในโครงสร้างนั้น ส่วนแบ่งมูลค่าเพิ่ม ความรู้ และความสามารถในการกำหนดอนาคตของเราอาจลดลงเรื่อย ๆ” เขากล่าว
อีกตัวอย่างที่ ดร.สุทธิกรหยิบมาเปรียบเทียบคือการปฏิรูประบบราชการของเวียดนาม ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่ที่การประกาศนโยบาย แต่ลงมือปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยลดกระทรวงและหน่วยงานระดับกระทรวงจาก 25 เหลือ 17 แห่ง ลดจังหวัดและนครจาก 63 เหลือ 34 แห่ง ยกเลิกการบริหารระดับอำเภอ และลดหน่วยปกครองระดับชุมชนจาก 10,035 เหลือ 3,321 แห่ง หรือลดลงประมาณ 67% รายงานของรัฐบาลเวียดนามเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ระบุว่า จำนวนบุคลากรภาครัฐลดลงแล้วประมาณ 145,000 คน และช่วยลดรายจ่ายประจำได้หลายแสนล้านบาทต่อปี
“เราอาจไม่จำเป็นต้องลอกแบบเวียดนามทั้งหมด แต่ต้องเรียนรู้ว่า การปฏิรูปที่แท้จริงต้องกล้าแตะโครงสร้าง อำนาจ หน่วยงาน และจำนวนคน ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนชื่อโครงการหรือเพิ่มแพลตฟอร์มดิจิทัลบนระบบเดิม วิกฤตต้มกบจึงไม่ใช่ถ้อยคำเพื่อสร้างความกลัว แต่เป็นคำเตือนให้ประเทศไทยตื่นและลงมือเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะสายเกินไป” ดร.สุทธิกรกล่าว
#ThePoint #NewsThePoint #วิกฤตต้มกบ #ดรสุทธิกร #เศรษฐกิจไทย #ปฏิรูปประเทศไทย #การแข่งขัน #อุตสาหกรรมไทย #เศรษฐกิจ

