เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล นักวิจัย และนักวิชาการอิสระด้านการเงิน โพสต์ข้อความระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลยกับคนที่พูดว่า “การขึ้น VAT และยกเลิกรายได้ขั้นต่ำ 1.8 ล้าน แม่งแฟร์กับทุกคนที่สุดแล้ว” ค่ะ
ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้น VAT นะ (แต่ต้องมีมาตรการช่วยเหลือและสร้างความมั่นใจกับประชาชนมากกว่าในอดีตว่า รัฐจะใช้เงินภาษีอย่างคุ้มค่า ส่วนเรื่องยกเลิก 1.8 ล้าน อันนี้ไม่เห็นด้วย) แต่มีปัญหากับวลีหลัง คือมันจะ “แฟร์กับทุกคนที่สุดแล้ว” ได้อย่างไร ในประเทศที่ไม่เคยเก็บภาษีกำไรหุ้น ภาษีมรดกเก็บได้น้อยนิดจนน่าขบขัน และมหาเศรษฐีได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมายมโหฬาร
หลังจากนั้น สฤณี ยังแชร์โพสต์ของ ถนอม เกตุเอม (หนอม) เป็นบล็อกเกอร์ วิทยากร และผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีอากร ที่ระบุว่า
ขึ้น VAT 10% ได้นะครับ
ยกเลิกขั้นต่ำ 1.8 ล้านก็ไม่ว่าอะไร
แต่อย่าให้คนตัวเล็ก
ต้องแบกต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านคนเดียว
ในช่วงที่มีข้อเสนอให้ปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% และยกเลิกเกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปีสำหรับการเข้าสู่ระบบ VAT ผมเห็นคนจำนวนมากออกมาแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้
ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า
การเสนอนโยบายของรัฐเป็นเรื่องปกติ
ที่จะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ไม่เห็นด้วย
แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้ไม่ควรอยู่ที่บอกว่าใครมี “ความรับผิดชอบต่อประเทศ” หรือใคร “อยากได้สวัสดิการแต่ไม่อยากจ่าย” มากกว่ากัน เพราะในความเป็นจริง คนจำนวนมากที่กังวลกับข้อเสนอนี้ ไม่ได้ปฏิเสธการเสียภาษี และไม่ได้ปฏิเสธว่ารัฐต้องมีรายได้เพิ่มเพื่อรองรับสังคมสูงวัย งบสวัสดิการ และภาระการคลังในอนาคต
เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องนั้น
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 7% หรือ 10%
แต่มันคือ ภาระที่ต้องแบกเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้ถูกต้อ
สิ่งที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องแบกเมื่อ “เข้าระบบ VAT” คือต้นทุนทั้งชุดที่ตามมาพร้อมกัน ทั้งการออกใบกำกับภาษี การยื่นแบบรายเดือน การจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง การจ้างนักบัญชีหรือซื้อโปรแกรม และความเสี่ยงจากความผิดพลาดที่อาจตามมาด้วยค่าปรับหรือภาระทางกฎหมาย
สำหรับบริษัทใหญ่ เรื่องพวกนี้แทบไม่ใช่ปัญหา เพราะมีทีมบัญชี มีระบบ มีคนดูแลทุกอย่างอยู่แล้ว แต่สำหรับร้านเล็กที่เจ้าของแบกทุกอย่างคนเดียว ต้นทุนเหล่านี้เป็นต้นทุนจริงที่ เพิ่มเวลาแต่ลดกำไรลง
อย่างที่บอก เราคุยกันในบริบทของนโยบาย
แต่ไม่ได้บอกว่า การไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
แปลว่ารัฐไม่ควรทำอะไร
รัฐต้องมีรายได้เพิ่ม
สิ่งนี้่ทุกคนมองเห็นร่วมกันหมด ประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ต้องใช้เงินรองรับสวัสดิการ ต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษีให้แข็งขึ้น และต้องเพิ่มฐานคนเสียภาษีให้กว้างกว่านี้ รวมถึงการลดคอรัปชั่น โกงกิน สินบน
ผมคิดว่าทุกคนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ส่วนคนที่ออกมากังวลกับข้อเสนอนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ปฏิเสธหลักการนั้นเหมือนกัน
คำถามที่ควรชวนคุยต่อ ถ้าเราจะไปต่อกับนโยบายนี้จริง ๆ
คือ รัฐจะออกแบบยังไงไม่ให้คนตัวเล็กต้องรับภาระการเปลี่ยนแปลง
ผมคิดว่าตรงนี้ต่างหากที่นโยบายไม่ได้ตอบ
และก็เป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถามในโพสต์ก่อนหน้า
นี่คือสิ่งที่เราต้องพยายามแยกให้ออก
ซึ่งสำคัญมากกว่าการเห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย
ถ้าอยากจะแบ่งคนเป็นสองกลุ่มจริง ๆ
อยากให้แบ่งคนสองกลุ่มในระบบมากกว่า
คนในระบบมีสองกลุ่มครับ
กลุ่มแรก คือคนที่จงใจใช้ช่องโหว่ ซอยกิจการ รายงานรายได้ต่ำกว่าความจริง หรือใช้โครงสร้างธุรกิจเพื่อหลบภาระ กลุ่มนี้เป็นปัญหาและต้องจัดการ และเน้นว่าต้องจัดการอย่างจริงจัง
กลุ่มที่สอง คือผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่ได้มีทรัพยากรพอจะรับต้นทุนของระบบที่ซับซ้อนขึ้น ทำมาหากินสุจริต แค่ยังไม่พร้อมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการถูกผลักให้เข้าระบบ
คนสองกลุ่มนี้ต่างหาก ที่ไม่ควรถูกออกแบบนโยบาย
ราวกับเป็นปัญหาแบบเดียวกัน และแก้ได้เหมือนกัน
ถ้าเป้าหมายของรัฐคือการปิดช่องโหว่ของกลุ่มแรก คำตอบที่ตรงกว่าคือการบังคับใช้กฎหมายที่แม่นขึ้น การเชื่อมข้อมูลที่ดีขึ้น ไม่ใช่การขยายภาระเชิงระบบไปยังผู้ประกอบการรายเล็กทั้งหมดพร้อมกัน
หรืออย่างน้อยก็ควรให้สิทธิ์บางอย่าง
ที่คนกลุ่มหลังจะสามารถไปต่อเพื่อโอกาสที่ดีกว่า
ผมอาจจะไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญหรือมองขาด
แต่ผมคิดว่าสิ่งนี้เรียกว่า “ความเป็นธรรม”
ความเป็นธรรมทางภาษี
ความเป็นธรรมทางภาษีไม่ได้วัดแค่ว่าใครอยู่ภายใต้อัตราเดียวกัน แต่ต้องวัดด้วยว่าใครต้องรับต้นทุนในการปฏิบัติตามกติกามากกว่ากัน
ถ้ามาตรการที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มฐานภาษี ทำให้คนตัวเล็กรู้สึกว่า “ยิ่งโต ยิ่งเหนื่อย” สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่ฐานภาษีที่กว้างขึ้น แต่คือพฤติกรรมหลีกเลี่ยงรูปแบบใหม่ การหยุดขยายกิจการ หรือการถอยออกจากระบบแทน
นั่นย่อมไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ใครอยากได้
คนอยากได้ประเทศที่ทำให้คนทำธุรกิจมีโอกาสเติบโต
คนอยากได้ประเทศที่คนอยากมีลูกหลานเพราะมันน่าอยู่
คำถามสำคัญ ความเป็นธรรมนี้
ผู้ที่สร้างขึ้นมา ควรเป็น “รัฐ” หรือ “ประชาชน”
หรือเราจะบอกว่า
ประชาชนที่ไม่ทำตามนโยบายรัฐ
คือคนที่ไม่รักประเทศนี้ ไม่เสียภาษี
แต่ไม่กลับมาถามถึงระบบที่รัฐสร้าง
ถ้าอยากให้คนเข้าสู่ระบบมากขึ้น
ทำให้ระบบนั้นน่าเข้าก่อน
ถ้าขยายฐาน VAT คือทิศทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐก็ควรเดินคู่กับมาตรการที่จับต้องได้จริง เช่น
– ระบบยื่นภาษีที่ง่ายจริงๆ ไม่ใช่แค่บอกว่าง่าย แต่เข้าไปสิบวิเด้งออก
– โปรแกรมบัญชีมาตรฐานที่ต้นทุนต่ำหรือฟรีสำหรับรายเล็ก
– ระบบ VAT ที่ออกแบบสำหรับกิจการขนาดเล็ก
– การให้คำปรึกษาช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่แค่ประกาศนโยบายแล้วจบ
– สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อชดเชยต้นทุนการจัดทำบัญชีสำหรับรายเล็ก
– อื่น ๆ อีกมากมายที่ช่วยเหลือให้การเปลี่ยนผ่านไปได้ง่ายขึ้นและเป็นธรรม
ในทางกลับกัน ควรใช้ทรัพยากรในการตรวจสอบกลุ่มที่มีพฤติกรรมหลบเลี่ยงอย่างเป็นระบบให้มากขึ้น โดยมองถึงข้อจำกัดของชีวิตคนจริง ๆ
นั่นคือโจทย์ที่สำคัญ
โจทย์ในวันนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่าง
“รัฐต้องมีรายได้” กับ “คนตัวเล็กต้องอยู่รอด”
เพราะทั้งสองอย่างนั้นมีความจำเป็นทั้งคู่
แต่โจทย์ที่แท้จริงคือ
เราจะออกแบบการปฏิรูปภาษีอย่างไรให้รัฐมีรายได้เพิ่ม โดยไม่ทำลายแรงจูงใจในการเติบโตของคนตัวเล็ก และไม่ให้คนที่มีทรัพยากรน้อยที่สุดต้องรับภาระมากที่สุด
ผมอยากชวนคิดสิ่งนี้ ในฐานะผู้เสียภาษีคนหนึ่ง
ไม่ใช่แค่คำตอบว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย”
เพราะสักวันหนึ่ง
อาจจะไม่เหลือแม้แต่คนที่จะมาตอบคำถาม
_____________
ที่มา
(1)https://www.facebook.com/share/p/1Hus2RNBVp/?mibextid=wwXIfr
(2) https://www.facebook.com/share/p/1ArEmQK4oq/
#Newsthepoint
#สวัสดิการแห่งรัฐ #สังคมสูงวัย #ขึ้นภาษี10% #รัฐบาลอนุทิน

